การอ่านเชิงรุก ในกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ ระดับประถมศึกษา
การอ่านเชิงรุกในกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา
การอ่านเป็นทักษะพื้นฐานสำคัญที่ควรส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยจากโปรแกรมประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ซึ่งมีการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่าน (Reading Literacy) พบว่า ผลการประเมินความฉลาดรู้ด้านการอ่านของนักเรียนไทย อายุ 15 ปี ตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2022 มีแนวโน้มลดลง ซึ่งในปี ค.ศ. 2022 ก็ได้คะแนนต่ำกว่าคะแนนเฉลี่ย OECD (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2566; OECD, 2022) ทั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เรียนมีจุดอ่อนในด้านการอ่าน ดังนั้น ทักษะด้านการอ่านจึงต้องได้รับการส่งเสริมและพัฒนา และจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอตั้งแต่เด็กเพื่อให้เกิดความชำนาญ การพัฒนาด้านการอ่านซึ่งไม่จำเป็นจะต้องทำเฉพาะในวิชาภาษาไทยเท่านั้น วิชาอื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ก็สามารถจัดการเรียนรู้ที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาการอ่านของผู้เรียนได้เช่นเดียวกัน
รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมและพัฒนาการอ่านของผู้เรียน รูปแบบการจัดการเรียนรู้หนึ่งที่สามารถส่งเสริมและพัฒนาการอ่านได้คือ การอ่านเชิงรุก (Active Reading) หรือการอ่านแบบมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อทำความเข้าใจความหมาย คำนิยาม ข้อชี้บ่งต่าง ๆ แปลความหมาย ตลอดจนระบุใจความสำคัญ เปรียบเทียบหาข้อแตกต่าง วิเคราะห์เหตุและผล จัดลำดับก่อนหลัง หาข้อสรุป และย่อความเรื่องที่อ่านได้ (สมศรี ตั้งมงคลเลิศ, 2553) อีกทั้งในงานวิจัยที่มีการจัดการเรียนรู้ผ่านการอ่านเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการอ่านในวิชาอื่น ๆ พบว่า การใช้วิธีอ่านเชิงรุกทำให้ผู้เรียนมีคะแนนเฉลี่ยของความสามารถในการอ่านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (วันเพ็ญ วัฒฐานะ และคณะ, 2557; ศักดา เปลี่ยนเดชา และคณะ, 2561; พรประภา ชัยนา และลัดดา หวังกาษิต, 2564)
รูปแบบการอ่านเชิงรุกมีหลายแนวทาง แนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ SQ3R (สมศรี ตั้งมงคลเลิศ, 2553; Virginia Polytechnic Institute and State University, 2024) ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนดังภาพ 1
ภาพ 1 ขั้นตอนการอ่านเชิงรุกแบบ SQ3R
การอ่านเชิงรุกนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะการอ่านแล้ว ยังกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูงด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า เน้นการมีส่วนร่วมในชั้นเรียนที่ผู้เรียนต้องมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันและมีส่วนร่วมในการสร้างองค์ความรู้ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2562; Reed, 2016) โดยการอ่านเชิงรุกสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์ได้เพราะในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างคำอธิบายด้วยตนเอง ทั้งการทำการทดลอง การสำรวจ รวมทั้งการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ซึ่งในการสืบค้นข้อมูลผู้เรียนต้องอ่านข้อมูลจำนวนมาก และต้องใช้ความสามารถในการจับใจความสำคัญของเนื้อหาเพื่อจะได้นำไปสู่การสรุปความรู้ต่าง ๆ ได้
บทความนี้จะขอยกตัวอย่างกิจกรรมวิชาวิทยาศาสตร์ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เกี่ยวกับสารอาหารและการรับประทานอาหารตามตัวชี้วัด ว 1.2 ป.6/1-3 ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) โดยผู้เรียนจะได้สำรวจการรับประทานอาหารของตนเองในแต่ละวัน และอ่านข้อมูลเกี่ยวกับประเภทและประโยชน์ของสารอาหาร พลังงาน และแนวทางในการเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วนในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย และปลอดภัยต่อสุขภาพ จากใบความรู้จำนวน 4 หน้า ซึ่งประกอบด้วยข้อความ รูปภาพ ตาราง ดังภาพ 2 แล้วนำข้อมูลที่ได้มาใช้วิเคราะห์การรับประทานอาหารของตนเอง โดยการระบุสารอาหารและบอกประโยชน์ของสารอาหารแต่ละประเภทจากอาหารที่ตนเองรับประทาน รวมทั้งบอกแนวทางในการเลือกรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารครบถ้วน ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับเพศและวัย และปลอดภัยต่อสุขภาพ




ภาพ 2 ใบความรู้เรื่องสารอาหาร พลังงาน และการรับประทานอาหาร
ที่มา : ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่องรังสรรค์เมนูคู่ใจ
จากประสบการณ์การสังเกตการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียน ในขณะผู้เรียนอ่านใบความรู้เพื่อจับใจความสำคัญของเรื่อง พบว่าผู้สอนจะให้ผู้เรียนอ่านในใจด้วยตนเอง หรืออ่านพร้อมกันไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีจุดมุ่งหมายของการอ่าน ทำให้ผู้เรียนไม่สามารถจับใจความสำคัญของเรื่องได้ทั้งหมด หรือบางคนอาจไม่เข้าใจเนื้อหาสำคัญเลย สุดท้ายผู้เรียนจะไม่สามารถนำข้อมูลมาใช้ในการทำกิจกรรมขั้นต่อไปได้

ภาพ 3 ผู้เรียนอ่านใบความรู้แบบเร็ว ๆ
ถ้านำการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการอ่านเชิงรุกมาใช้ร่วมด้วย ผู้สอนสามารถปรับการจัดการเรียนรู้ในช่วงการอ่านใบความรู้เพื่อให้ผู้เรียนตื่นตัวตามแนวการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้โดยใช้วิธีการอ่านเชิงรุก ซึ่งผู้เรียนจะมีส่วนร่วมในการเรียนรู้มากขึ้น รู้จุดมุ่งหมายในการอ่าน โดยอาจนำแนวทาง SQ3R มาปรับใช้ ดังนี้
1. การสำรวจ โดยให้ผู้เรียนสำรวจเนื้อหาจากใบความรู้แบบเร็ว ๆ เพื่อสำรวจหัวข้อ ข้อความสำคัญ รูปภาพที่ปรากฏในใบความรู้
ซึ่งจะพบว่ามีหัวข้อเกี่ยวกับสารอาหาร พลังงาน และการรับประทานอาหาร มีข้อความสำคัญ เช่น สารอาหาร กลุ่มที่ให้พลังงาน กลุ่มที่ไม่ให้พลังงาน มีตารางแสดงปริมาณพลังงาน และมีรูปภาพอาหารที่แบ่งเป็นกลุ่มต่าง ๆ มีรูปธงโภชนาการ มีตารางปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการในช่วงอายุ 9-15 ปี

2. การตั้งคำถาม โดยระหว่างที่อ่านภาพรวมของเนื้อหาในใบความรู้ ให้ผู้เรียนตั้งคำถามและบันทึกไว้ คำถามที่ได้ เช่น สารอาหารคืออะไร สารอาหารมีกี่ประเภท สารอาหารแต่ละประเภทพบในอาหารชนิดใดบ้าง ปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องการในช่วงอายุ 9-15 ปี เป็นเท่าใด การรับประทานอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายในแต่ละวันทำได้อย่างไร
3. การอ่านอย่างละเอียด โดยให้ผู้เรียนอ่านเนื้อหาในใบความรู้อย่างละเอียดเพื่อจับใจความและตอบคำถามที่บันทึกไว้ ขณะอ่านให้ผู้เรียนเน้นข้อความสำคัญ ๆ เช่น ใช้ดินสอหรือปากกาสีเพื่อขีดเส้นใต้หรือวงกลมข้อความไว้ ดังภาพ 4 เพราะเมื่อกลับมาอ่านหรือหาคำตอบของคำถามอีกครั้งจะทำได้ง่ายขึ้น

ภาพ 4 การเน้นข้อความสำคัญขณะอ่านเนื้อหาในใบความรู้อย่างละเอียด
4. การตรวจสอบความเข้าใจเนื้อหาที่อ่าน โดยอาจให้ผู้เรียนตอบคำถามที่ตนเองบันทึกไว้ หรือครูอาจใช้คำถามอภิปรายกับผู้เรียนเพื่อตรวจสอบความเข้าใจ และอาจให้ผู้เรียนบันทึกสิ่งที่ได้ตามความเข้าใจ
5. การสรุป โดยให้ผู้เรียนสรุปเนื้อหาทั้งหมด อาจให้ผู้เรียนสื่อสารออกมาผ่านการพูดด้วยภาษาของตนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนจดจำเนื้อหาได้ในระยะยาว หรืออาจให้ผู้เรียนทำสรุปเนื้อหาในรูปแบบผังความคิดดังภาพ 5 หรือแผนภาพเพื่อให้ผู้เรียนเห็นภาพรวมของเนื้อหา การลำดับก่อนหลังของเนื้อหา ซึ่งจะทำให้เข้าใจได้ง่าย และเป็นประโยชน์สำหรับการกลับมาทบทวนเนื้อหาภายหลัง

ภาพ 4 การเน้นข้อความสำคัญขณะอ่านเนื้อหาในใบความรู้อย่างละเอียด
การอ่านเชิงรุกจะทำให้ผู้เรียนอ่านอย่างมีจุดมุ่งหมาย สามารถจับใจความสำคัญ และทำความเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น หากผู้สอนฝึกให้ผู้เรียนอ่านเชิงรุกบ่อย ๆ จะทำให้ผู้เรียนได้พัฒนาการอ่าน การคิด รวมทั้งได้มีการเรียนรู้แบบสืบเสาะอีกด้วย โดยในเบื้องต้นผู้สอนอาจให้ผู้เรียนได้ฝึกจากเนื้อหาที่ไม่ยาวจนเกินไป ฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ โดยหากผู้เรียนได้รับการฝึกตั้งแต่วัยเด็กก็จะยิ่งทำให้ผู้เรียนเกิดความเคยชิน สามารถอ่านจับใจความสำคัญข้อความต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ดีมากขึ้นและเป็นไปโดยอัตโนมัติ ทั้งนี้ แนวทางที่ใช้ในการฝึกการอ่านเชิงรุก นอกจากจะเป็นรูปแบบที่กล่าวมาแล้ว ก็สามารถใช้แนวทางอื่น ๆ ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับความสามารถและวัยของผู้เรียน รวมทั้งบริบทต่าง ๆ ของห้องเรียนด้วย
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 247 มีนาคม – เมษายน 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/247/4/
บรรณานุกรม
OECD. (2023). PISA 2022 Assessment and Analytical Framework, PISA. OECD Publishing, Paris, Retrieved March 11, 2024, from https://doi.org/10.1787/dfe0bf9c-en.
Reed, D.K. (2016). The Importance of Active Reading. Iowa Reading Research Center. Retrieved July 23, 2023, from https://www.readingrockets.org/topics/backgroundknowledge/articles/importance-active-reading.
Virginia Polytechnic Institute and State University. (2024). SQ3R - Reading/Study System. Retrieved April 4, 2024, from https://ucc.vt.edu/academic_support/study_skills_information/sq3r_reading-study_system.html.
พรประภา ชัยนา และลัดดา หวังภาษิต. (2564). การพัฒนาความสามารถในการอ่านเชิงรุกและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตามแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบ บูรณาการเนื้อหาและภาษา. วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย. 13(1).
วันเพ็ญ วัฒฐานะ และคณะ. (2557). การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการอ่านแบบ SQ3R เพื่อพัฒนาความเข้าใจในการอ่าน และศึกษาพฤติกรรมการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดตะปอนน้อย จังหวัดจันทบุรี. วารสารการศึกษาและการพัฒนาสังคม. 10(2): 97-108.
ศักดิ์ดา เปลี่ยนเดชา และคณะ. (2561). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้การอ่านเชิงรุกเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงรุกและความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วารสารวิชาการศึกษาศาสตร์. 19(1): 218-232.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). การแถลงข่าวผลการประเมิน PISA 2022. สืบค้นเมื่อ 11 มีนาคม 2567, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/news-21/.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2566). กิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียน วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เรื่อง รังสรรค์เมนูคู่ใจ ระดับประถมศึกษา. เอกสารประกอบการอบรมครูด้วยระบบออนไลน์ โครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการเพิ่มพูนสมรรถนะครูในการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21.
สมศรี ตั้งมงคลเลิศ. (2553). การอ่านแบบมีส่วนร่วม. สืบค้นเมื่อ 23 กรกฎาคม 2566, จากhttps://www.scimath.org/article-science/item/1346-active-reading.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (2562). แนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามนโยบายลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้. เอกสารหมายเลข 1/2562 หน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
-
คำที่เกี่ยวข้องกิจกรรมวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา การอ่านเพื่อการเรียนรู้ วิธีส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ของนักเรียน แนวทางเพิ่มทักษะ Reading Literacy การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน ตัวอย่างการใช้ SQ3R ในชั้นเรียน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านในวิชาวิทยาศาสตร์ การสอนวิทยาศาสตร์ด้วย Active Learning วิธีฝึกจับใจความสำคัญ การพัฒนาทักษะการอ่านนักเรียนประถม เทคนิค SQ3R ในห้องเรียน วิธีสอนการอ่านเชิงรุก SQ3R คืออะไร Active Reading คืออะไร การอ่านเชิงรุกคืออะไร
