PM 2.5 มลพิษทางอากาศ และผลกระทบ ต่อสุขภาพประชาชน
PM 2.5 มลพิษทางอากาศ และผลกระทบ ต่อสุขภาพประชาชน
ในช่วงเวลาที่ผ่านมาปัญหา “ฝุ่น PM 2.5” ปรากฏให้เห็นด้วยตาของเราอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ปรากฏผ่านสื่อต่าง ๆ มากมายหลายสำนัก และดูเหมือนในเวลานี้รัฐบาลไทยยังคงไม่มีแนวทางที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่จะนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ เราในฐานะประชาชนที่ต้องอาศัยและหายใจในบรรยากาศที่มี “ฝุ่น PM 2.5” ปะปนอยู่ในระดับที่ต้องมีการประกาศเตือน ก็ยังมองไม่เห็นทางแก้ปัญหาที่ชัดเจนและเป็นไปได้ของหน่วยงานภาครัฐด้วยเช่นกัน ทั้งในเรื่องของนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติตามนโยบาย สำหรับในครั้งนี้เราจะมาดูว่าในแง่มุมของการศึกษาและการพัฒนาประเทศนั้น “ปัญหาฝุ่น PM 2.5” จะมีผลกระทบอย่างไร และประชาชนควรจะรับรู้ เกิดความตระหนัก และปฏิบัติตัวอย่างไรเพื่อป้องกันปัญหานี้ในแบบที่เหมาะสมและสามารถลดหรือป้องกันปัญหาสุขภาพได้
ฝุ่น PM 2.5 คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
องค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ได้ให้ความหมายของคำว่า “ฝุ่นขนาดเล็ก (Particulate Matter หรือ PM)” ไว้ว่า ฝุ่นขนาดเล็กคือ “อนุภาคต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นของแข็ง หรือของเหลวของสารอินทรีย์ (Organic Substance) และสารอนินทรีย์ (Inorganic Substance) ชนิดต่าง ๆ ที่แขวนลอยอยู่ในอากาศ สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ถึงคุณภาพของอากาศ ณ บริเวณนั้น ๆ ได้” และเมื่อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2564 องค์การอนามัยโลกได้ออกประกาศเกณฑ์แนะนำคุณภาพอากาศ (Air Quality Guidelines - AQG) ฉบับใหม่ขึ้นมา ซึ่งเป็นการประกาศในรอบ 15 ปี เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ ใช้เป็นแนวทางในการนำไปใช้แก้ปัญหาเพื่อปรับลดระดับมลพิษทางอากาศและเพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชนในประเทศของตน โดยระบุไว้ว่า “ฝุ่น PM 2.5 คือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมโครเมตร (μm) (หรือฝุ่นที่มีขนาดน้อยกว่า 2.5 ในล้านเมตร) ที่สามารถเข้าไปในปอดและผ่านเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ส่งผลกระทบต่อระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหายใจ รวมทั้งยังสามารถส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้ ฝุ่น PM 2.5 เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงในภาคส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเผาไหม้เชื้อเพลิงจากการขนส่ง จากการผลิตพลังงานในระดับอุตสาหกรรม จากในโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากครัวเรือน และจากกิจกรรมต่าง ๆ ในภาคการเกษตร” และที่หลายคนอาจจะลืมนึกไป หรือคาดไม่ถึงก็คือ “เมื่อปี พ.ศ. 2556 องค์กรที่ทำหน้าที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับมะเร็ง ซึ่งเป็นองค์กรหน่วยย่อยขององค์การอนามัยโลกได้จัดให้มลพิษทางอากาศและฝุ่นขนาดเล็กเป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)”
จากการตรวจวัดและประมาณค่าฝุ่น PM 2.5 ในภาพรวมของทั้งโลกพบว่าความเข้มข้นของฝุ่น PM 2.5 จะมีค่าสูงในพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าบริเวณนั้น ๆ มักจะมีการเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจากสภาพธรรมชาติเป็นสภาพของสังคมเมืองและเขตอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นผลทำให้มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น จากภาคบริการต่าง ๆ ในเมือง เช่น การคมนาคมขนส่งและภาคการผลิตสินค้าต่าง ๆ (Ji et al., 2018) ไม่ว่าจะเป็นอาหาร ยา เสื้อผ้า สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ดังนั้น ในสังคมเมืองซึ่งจะมีการใช้สินค้าและบริการต่าง ๆ มากกว่าสังคมในชนบทก็จะมีผลทำให้เกิดฝุ่น PM 2.5 เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ยังพบว่าครอบครัวที่มีรายได้ต่อครัวเรือนต่ำ จะได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่น PM 2.5 มากกว่าครอบครัวที่รายได้สูง (Ji et al., 2018) ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกต่างของปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับรายได้ของครอบครัว เช่น สภาพแวดล้อมของถิ่นที่อยู่อาศัย รูปแบบของการใช้ชีวิต ลักษณะของบ้านที่อยู่อาศัย และความสามารถในการซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ สำหรับการป้องกันฝุ่น PM 2.5 นั่นเอง
ปัญหามลพิษทางอากาศในอดีต และปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในประเทศไทย
มลพิษทางอากาศ (Air Pollution) คือ การปนเปื้อนของอากาศในสิ่งแวดล้อมด้วยสารเคมี สิ่งปนเปื้อน อนุภาคหรือวัสดุชีวภาพขนาดเล็กชนิดต่าง ๆ ที่ล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศจนทำให้คุณภาพอากาศลดลงจากมาตรฐานที่กำหนดไว้ ในอดีตก่อนที่มนุษย์จะพัฒนาเป็นระบบสังคมเมือง พบว่าปัญหามลพิษทางอากาศจะเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ เช่น ภูเขาไฟระเบิด ไฟป่า ฟ้าผ่า และการเน่าสลายของอินทรีย์สารเท่านั้น และกระบวนการเหล่านี้จะทำให้เกิดแก๊สจากภูเขาไฟ เถ้า ฝุ่นละออง แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ แก๊สไนโตรเจนออกไซด์ แก๊สมีเทน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และต่อมาเมื่อมนุษย์มีการพัฒนาเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม มีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ถ่านหิน ในเครื่องยนต์แบบต่าง ๆ ที่ถูกนำมาใช้ภาคอุตสาหกรรม และการเดินทางขนส่ง เป็นสาเหตุทำให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกไซด์ต่าง ๆ ของซัลเฟอร์และไนโตรเจน (เช่น ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไตรออกไซด์ ไนโตรเจนไดออกไซด์ ไนตริกออกไซด์) และอนุภาคขนาดเล็ก (เช่น PM 2.5 PM 10) สะสมล่องลอยในอากาศเป็นจำนวนมาก โดยสารต่าง ๆ ที่ล่องลอยปะปนอยู่ในอากาศสามารถทำปฏิกิริยาเคมีและเกิดเป็นสารใหม่ได้ตลอดเวลา เช่น SO2 และ SO3 ในอากาศสามารถเกิดปฏิกิริยาเคมีกับไอน้ำในอากาศเกิดเป็นกรดซัลฟุริกที่ทำให้น้ำฝนที่ตกลงมากลายเป็นฝนกรด NO2 สามารถทำปฏิกิริยากับไอน้ำในอากาศและเกิดเป็นฝนกรดได้เช่นเดียวกับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์ แต่สร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตมากกว่าแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สซัลเฟอร์ไดออกไซด์หลายเท่า (Syrek-Gerstenkorn et al., 2024) และไอน้ำในอากาศก็สามารถทำปฏิกิริยากับฝุ่น PM 2.5 (ซึ่งประกอบไปด้วยอนุภาคของสารต่าง ๆ มากมายหลายชนิด) เกิดเป็นสารใหม่ชนิดอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน
“Great Smog of London หรือ London Smog” ซึ่งเป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์โลก มีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศที่รุนแรงและส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ที่อาศัยในเมืองลอนดอนในช่วงต้นเดือนธันวาคม พ.ศ. 2495 ซึ่งอยู่ในฤดูหนาว ประกอบกับเป็นช่วงที่ไม่มีลมจึงยิ่งส่งผลทำให้มลพิษในอากาศที่เกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงถูกกักเก็บไว้ในอากาศที่มีระดับความสูงใกล้กับพื้นผิวโลก ก่อให้เกิดเป็นชั้นหมอกควันปกคลุมไปทั่วทั้งเมือง และเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ และจากข้อมูลทางสถิติที่ยังไม่เป็นระบบระเบียบมากนัก ทำให้มีตัวเลขที่เป็นค่าประมาณว่า น่าจะมีคนตายในเหตุการณ์นี้อยู่ที่ประมาณ 4,000 - 12,000 คน และยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้คนที่รอดตายในครั้งนั้นป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจและระบบหมุนเวียนเลือดเพิ่มมากขึ้นตามมา และเมื่อดูจากกราฟในภาพ 1 จะเห็นได้ว่า ในวันที่ 7 - 8 ธันวาคม จะมีจำนวนคนที่เสียชีวิตจากการบันทึกไว้มากถึงวันละประมาณ 900 คน (Kelly & Fussell, 2015) ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะมีจำนวนผู้ที่เสียชีวิตจากสาเหตุของมลภาวะทางอากาศในครั้งนั้นที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้อีกจำนวนหนึ่งด้วย

ภาพ 1 แสดงจำนวนคนที่ตายในเหตุการณ์ London Smog ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2495 และความเข้มข้นของสารที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ โดยแกน Y ทางด้านซ้ายแสดงค่าจำนวนคนที่ตายในเหตุการณ์ และค่าความเข้มข้นของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ มีหน่วยเป็น ppb หรือหนึ่งในพันล้านส่วน แกน Y ทางด้านขวา แสดงค่าความเข้มข้นของอนุภาคควัน (ที่มีความหมายรวมทั้ง PM 2.5 และ PM 10 อยู่ด้วย) มีหน่วยเป็นไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แกน X แสดงวันที่ของเดือนธันวาคมตั้งแต่วันที่ 1-15 และสัญลักษณ์บนเส้นกราฟที่เป็นสี่เหลี่ยม บอกจำนวนคนที่เสียชีวิตในแต่ละวัน สามเหลี่ยมบอกปริมาณของซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และสี่เหลี่ยมสีแดงบอกความเข้มข้นของอนุภาคควัน (อ้างอิง: Wilkins’s research, 1952 ตามที่อ้างอิงไว้ใน Kelly & Fussell, 2015)
จากรายงานการวิจัยที่เก็บข้อมูลปริมาณฝุ่น PM 2.5 การเสียชีวิต และข้อมูลเกี่ยวกับอากาศจากบริเวณต่าง ๆ (5 เขตในชุมชนเมือง และ 2 เขตที่อยู่นอกเขตชุมชนเมือง) ตลอดทั้งปีเป็นเวลา 1 ปี ในนครเป่ยจิง (Beijing หรือที่คนไทยเรียกว่า เมืองปักกิ่ง) ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจีนพบว่า ในช่วงต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2556 มีปัญหาฝุ่น PM 2.5 สะสมเป็นเวลานานและมีค่าเกินค่ามาตรฐาน (35 μg/m3) ที่กำหนดไว้โดยองค์การอนามัยโลกมากถึง 22 เท่า โดยในช่วงเวลาเร่งด่วนที่ผู้คนเดินทางมาทำงานในตอนเช้าและเย็น ค่าฝุ่น PM 2.5 มีค่าสูงมากกว่า 800 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (μg/m3) นอกจากนี้ ยังพบว่าหมอกควัน (Smog) ที่มีฝุ่น PM 2.5 กระจายตัวอยู่มีผลทำให้อัตราการเสียชีวิตของคนในเมืองมีค่าเพิ่มสูงขึ้น 6.94% แต่ในเขต Ci County ที่ทำการเก็บข้อมูล พบอัตราการเสียชีวิตเพิ่มสูงถึง 19.26% (Zhoe et al., 2015) โดยไปมีผลทำให้ผู้ที่อยู่อาศัยในบริเวณที่มีหมอกควันที่มีฝุ่น PM 2.5 เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular Diseases) และโรคระบบทางเดินหายใจ (Respiratory Diseases) (Zhoe et al., 2015; Li et al., 2022)
ประเทศไทยเริ่มประกาศใช้ค่ามาตรฐานของค่าดัชนีคุณภาพอากาศ (AQI ที่ย่อมาจาก Air Quality Index) ของฝุ่น PM 2.5 ใหม่ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2566 โดยกำหนดให้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงต้องมีค่าไม่เกิน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (จากเดิมที่เคยใช้อยู่ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) และค่าเฉลี่ยในเวลา 1 ปี ต้องมีค่าไม่เกิน 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (จากเดิมคือ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร)
สำหรับภาคเหนือของประเทศไทย ในทศวรรษที่ผ่านมา พบว่าปัญหาฝุ่น PM 2.5 มีค่าสูงเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ และเริ่มส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนมากขึ้น ผลจากการศึกษาวิจัยและทำนายผลกระทบจากฝุ่น PM 2.5 ที่จะเกิดขึ้นกับเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้โปรแกรม the Nest Regional Climate Model with Chemistry (NRCM-Chem) พบว่าในช่วง ค.ศ. 2020 - 2029 เยาวชนในทุก ๆ กลุ่มอายุจะได้รับผลกระทบต่อสุขภาพมากขึ้น โดยเด็กแรกเกิด (Infants) จะได้รับผลกระทบมากที่สุดเมื่อเทียบกับเด็กที่กำลังเริ่มคลาน (Toddlers) เด็กเล็กก่อนวัยเรียน (Young Children) เด็กวัยเรียน (School Age) และวัยรุ่น (Adolescents) และในกลุ่มวัยรุ่นจะได้รับผลกระทบหรือความเสี่ยงต่อสุขภาพน้อยที่สุด (Amnuaylojaroen & Parasin, 2023) โดยฝุ่น PM 2.5 เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะสามารถผ่านเข้าสู่ระบบเลือดได้โดยตรง และจากข้อมูลทางสถิติ ค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM 2.5 ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน อยู่ในช่วง 14 - 400 μg/m3 ซึ่งสูงกว่าปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ที่พบอยู่ในช่วง 10 - 24 μg/m3 (Amnuaylojaroen, Parasin, & Limsakul, 2022) เมื่อหายใจนำฝุ่น PM 2.5 เข้าสู่ร่างกายจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคทั้งในระบบหมุนเวียนเลือดและระบบหายใจ (Zhoe et al., 2015; Li et al., 2022) และฝุ่น PM 2.5 สามารถเดินทางผ่านมาทางเลือดเข้าสู่สมองได้โดยตรง เร่งทำให้เกิดโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) หรือภาวะสมองขาดเลือดที่เกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน และโรคสมองที่เป็นผลมาจากเซลล์ประสาทสมองได้รับความเสียหายหรือถูกทำลายมีผลกระทบต่อความสามารถในการจดจำสิ่งต่าง ๆ เช่น โรคสมองเสื่อม (Dementia) (Li et al., 2022)
ขนาดของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 และ Virus กับการเลือกชนิดของหน้ากากอนามัย
จากที่กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าขนาดของอนุภาคฝุ่น PM 2.5 หมายถึง ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมโครเมตร ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ถึง 25 เท่า ส่วนขนาดของไวรัสโดยทั่วไปจะมีขนาดอยู่ระหว่าง 0.02 - 0.3 μm โดยไวรัสโควิด (SAR-CoV-2) ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า จะมีขนาดประมาณ 0.1 μm ดังนั้น การเลือกหน้ากากอนามัยให้เหมาะกับจุดประสงค์ในการใช้งานของเราก็จะทำให้เราปลอดภัยจากทั้งปัญหาฝุ่น PM 2.5 และไวรัสชนิดต่าง ๆ โดยเราสามารถตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในแต่ละพื้นที่ ได้จากเว็บไซต์ https://www.iqair.com/th/thailand หรือ https://aqicn.org/city/thailand/ ก่อนออกไปทำกิจกรรมต่าง ๆ นอกบ้าน เพื่อนำข้อมูลคุณภาพอากาศมาประกอบกับการเลือกใช้ชนิดของหน้ากากอนามัยในแต่ละวัน โดยทั่วไปแล้ว หน้ากากอนามัยแบบผ้าจะสามารถกรองฝุ่น PM 2.5 ได้ประมาณ 50 - 70% แต่ไม่สามารถกรองไวรัสได้ ส่วนหน้ากากอนามัยทางการแพทย์แบบ 3 ชั้น จะสามารถกรองทั้งอนุภาคฝุ่น PM 2.5 และอนุภาคของไวรัส ได้ประมาณ 60 - 80% และหน้ากากอนามัย N95 ที่สามารถป้องกันทั้งอนุภาคฝุ่นและไวรัสได้มากกว่า 95% ประสิทธิภาพในการป้องกันจะขึ้นกับลักษณะของหน้ากากว่าปิดแนบชิดกับใบหน้าได้มากหรือน้อย การใส่หน้ากากของแต่ละคนนั้น ไม่ว่าจะเลือกใช้หน้ากากอนามัยประเภทใด สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงเสมอก็คือ ในการใช้หน้ากากอนามัยทุก ๆ แบบ ผู้ใช้ต้องคอยระมัดระวังใส่หน้ากากอนามัยให้ถูกต้องตามวิธีการที่แนะนำ และต้องคอยระวังไม่ให้หน้ากากอนามัยเผยอ เกิดช่องว่าง หลุดต่ำลงมา หรือเปิดแยกออกจากใบหน้า ซึ่งจะมีผลทำให้ประสิทธิภาพในการป้องกันทั้งฝุ่น PM 2.5 และอนุภาคของไวรัสลดลง ปัญหาในลักษณะนี้จะพบได้มากกับเด็กประถม เนื่องจากเด็ก ๆ ยังไม่มีความเข้าใจและตระหนักถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพของตนเองมากเท่ากับผู้ใหญ่ ประกอบกับพฤติกรรมของเด็กที่มักจะเล่น พูดคุยกันตลอดเวลา การใส่หน้ากากอนามัยของเด็กทำให้เกิดความไม่คล่องตัวในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เราจึงมักเห็นหน้ากากอนามัยหลุดลงมาอยู่ที่คางบ่อยครั้ง
การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 แบบยั่งยืน
เพื่อลดการแพร่กระจายของฝุ่น PM 2.5 ในชั้นบรรยากาศ ภาครัฐจำเป็นต้องเปลี่ยนทั้งนโยบายและรูปแบบของการใช้พลังงานใหม่ โดยต้องจัดหาแหล่งพลังงานสะอาดมาใช้ทดแทนพลังงานจากการเผาไหม้ถ่านหินในโรงไฟฟ้า พร้อม ๆ ไปกับการส่งเสริมให้ประชาชนเลิกใช้พลังงานจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมวลชีวภาพ เช่น ไม้ ถ่าน ที่ถูกนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เปลี่ยนมาใช้พลังงานจากแก๊ส LPG (Liquid Petroleum Gas) หรือใช้พลังงานจากไฟฟ้า (Liu et al., 2019) และต้องปรับเปลี่ยนระบบการกำจัดในเขตชุมชนหลาย ๆ แห่งของประเทศที่ยังใช้วิธีการเผาขยะทิ้งทั้งในระดับครัวเรือนและในระดับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น เนื่องจากระบบการบริหาร จัดเก็บ และทำลายขยะขององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นยังไม่มีประสิทธิภาพ

ภาพจาก: https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/1774406
ณ เวลานี้ ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด เครื่องมือทางกฎหมายที่เป็นความหวังของคนไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยที่ผ่านมามีการประชุมพิจารณาร่างกฎหมายหลายครั้ง มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ภาคเอกชน และผู้เชี่ยวชาญ และมีการปรับแก้ร่างกฎหมายในหลายประเด็น แต่ก็ยังมีความท้าทายและความกังวลว่ากฎหมายอาจจะบังคับใช้ยาก รวมทั้งมีแรงกดดันจากกลุ่มธุรกิจที่กังวลว่ากฎหมายจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของตนเอง และคาดการณ์ว่าร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดนี้จะสามารถผ่านสภาผู้แทนราษฎรได้ภายในปี 2567 นี้
ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ให้สัมภาษณ์ใน “รายการ The Key ไขการเมืองเรื่องใกล้ตัว” ได้กล่าวไว้โดยสรุปว่า “นอกจากเครื่องมือทางกฎหมายแล้ว รัฐยังต้องใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เช่น สร้างกองทุนสนับสนุนหมู่บ้านต่าง ๆ เพื่อสร้างอาชีพที่ยั่งยืน หรือเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ยานพาหนะเพื่อลดปริมาณฝุ่น เครื่องมือทางเทคโนโลยีหรือนวัตกรรม เช่น ดาวเทียมตรวจจับจุดความร้อน เพิ่มสถานีหรือจุดตรวจวัดคุณภาพอากาศและส่งข้อมูลเข้าศูนย์ข้อมูลเพื่อประมวลผลแบบเรียลไทม์ เครื่องมือทางสังคม และเครื่องมือการสื่อสารสาธารณะ เพื่อช่วยทำให้ประชาชนมีความเข้าใจ รับรู้ ตระหนัก สามารถเปลี่ยนพฤติกรรม และดูแลป้องกันสุขภาพตนเองได้”
จะเห็นได้ว่า ณ เวลานี้ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 กำลังทวีความรุนแรงและกลายเป็นภัยคุกคามต่อสุขภาพประชาชนอย่างร้ายแรง ฝุ่นละอองขนาดเล็กเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ ส่งผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบสมอง และระบบอื่น ๆ ของร่างกาย หากรัฐบาลไม่เร่งหามาตรการแก้ไขอย่างจริงจังและเร่งด่วน ผลที่ตามมาจะร้ายแรง ประชาชนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ จะเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ โรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเรื้อรังอื่น ๆ นอกจากนี้ ฝุ่น PM 2.5 ยังส่งผลต่อคุณภาพชีวิต การศึกษา การทำงาน การท่องเที่ยว และภาพลักษณ์ของประเทศ รัฐบาลจำเป็นต้องทุ่มเททรัพยากร ความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้โดยเร่งด่วน เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน อนาคตของชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 247 มีนาคม – เมษายน 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/247/40/
บรรณานุกรม
Amnuaylojaroen, T. & Parasin, N. (2023). Future Health Risk Assessment of Exposure to PM 2.5 in Different Age Groups of Children in Northern Thailand. Toxics, 11(3): 291.
Amnuaylojaroen, T. & Parasin, N. & Limsakul, A. (2022). Health Risk Assessment of Exposure Near-future PM 2.5 in Northern Thailand. Air Quality, Atmosphere & Health, 15(11): 1963-1979.
Ji, X. & Yao, Y.: & Long, X. (2018). What Causes PM 2.5 Pollution? Cross-economy Empirical Analysis from Socioeconomic Perspective. Energy Policy, 119: 458-472.
Kelly, F. J. & Fussell, J. C. (2015). Air Pollution and Public Health: emerging hazards and improved understanding of risk. Environmental Geochemistry and Health, 37: 631-649.
Li, W. and other. (2022). A Review of Respirable Fine Particulate Matter (PM 2.5)-Induced Brain Samage. Frontiers in Molecular Neuroscience, 15: 454.
Liu, J., and other. (2019). Mitigation Pathways of Air Pollution from Residential Emissions in the Beijing-Tianjin-Hebei Region in China. Environment international, 125: 236-244.
Syrek-Gerstenkorn, Z. & Syrek-Gerstenkorn, B. & Paul, S. (2024). A Comparative Study of SOx, NOx, PM 2.5 and PM10 in the UK and Poland from 1970 to 2020. Applied Sciences, 14(8): 3292.
Zhou, M. and other. (2015). Smog Episodes, Fine Particulate Pollution and Mortality in China. Environmental Research, 136: 396-404.
-
คำที่เกี่ยวข้อง
