ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง บ้านบางเสด็จ: แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นอกห้องเรียน
ศูนย์ตุ๊กตาชาววัง บ้านบางเสด็จ: แหล่งเรียนรู้วิทยาศาสตร์ นอกห้องเรียน
ผลการสอบ PISA ของประเทศไทยที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันที่นักเรียนยังไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ในบทเรียนเข้ากับชีวิตประจำวันของนักเรียนได้ เนื่องจากเนื้อหาและเรื่องราวที่ครูจัดในห้องเรียนค่อนข้างเป็นสิ่งที่ไกลตัวนักเรียน ทำให้นักเรียนไม่สามารถสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง รวมทั้งประยุกต์ใช้ความรู้ในบริบทต่าง ๆ ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ครูจะต้องปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ตามหลักสูตรผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่ถูกออกแบบอย่างสร้างสรรค์ และมีความเชื่อมโยงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของนักเรียน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community-based Learning) เป็นแนวคิดในการใช้ชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากสถานการณ์จริงและมีประสบการณ์ตรง ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของเรื่องที่จะเรียน สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ที่ครอบคลุมด้านต่าง ๆ ทั้งด้านความรู้วิชาการ ด้านการทำงาน ด้านอาชีพ ด้านการพัฒนาการของบุคคลและสังคม ด้านคุณค่าของการบริการและงาน และด้านความเข้าใจและการใช้แหล่งประโยชน์ของชุมชน โดยเริ่มจากการเข้าใจธรรมชาติของชุมชน สร้างความรู้ผ่านสถานการณ์จริงที่มีการร่วมมือกับชุมชน การใช้ทรัพยากรและภูมิปัญญาที่มีอยู่ในชุมชน ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในห้องเรียนที่ผู้สอนมีหน้าที่บรรยายให้ความรู้ แต่การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเน้นการเรียนรู้จากการลงมือทำ เพื่อให้นักเรียนสร้างความรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้จากประสบการณ์กับสิ่งรอบตัวโดยการตรวจสอบหาความจริงและแก้ปัญหาจากบริบทจริง (Owens & Wang, 1996; ธันยนันท์ ศรีพันธ์ลม, 2562)
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานมีพื้นฐานมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) โดยมีเงื่อนไขการเรียนรู้ คือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการลงมือกระทำที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล ความรู้ต่าง ๆ จะถูกสร้างด้วยตัวนักเรียนเองโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือความรู้ที่มีอยู่เดิม รวมทั้งประสบการณ์เดิมมาสร้างความหมายในการเรียนรู้ของตนเอง ประสบการณ์ของนักเรียนจะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ และจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่ หรือการเรียนรู้ กระบวนการเรียนรู้เป็นลักษณะที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยมีหลักการพื้นฐานสำคัญ 5 ประการ (อาเดช อุปนันท์, 2564) ดังนี้
1. สถานการณ์ปัญหา (Problem) มาจากพื้นฐานของ Cognitive Constructivism ของเพียเจต์ ที่เชื่อว่าถ้านักเรียนได้รับการกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา หรือที่เรียกว่าเกิดการเสียสมดุลทางปัญญา นักเรียนต้องพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญา (Schema) ให้เข้าสู่ภาวะสมดุล โดยการดูดซึมหรือการปรับโครงสร้างทางปัญญาสามารถที่จะสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ หรือเกิดการเรียนรู้ภายใต้สิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น สถานการณ์ปัญหาจะเป็นเสมือนประตูที่นำนักเรียนเข้าสู่เนื้อหา
2. แหล่งเรียนรู้ (Resource) เป็นที่รวบรวมข้อมูล เนื้อหา สารสนเทศที่นักเรียนใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ เช่น ชุมชนการเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น แหล่งการเรียนรู้ธรรมชาติ แหล่งสารสนเทศ
3. การเสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ซึ่งจะสนับสนุนนักเรียนในการแก้ปัญหาหรือการเรียนรู้ในกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติภารกิจการเรียนรู้ให้สำเร็จด้วยตัวเองได้ หรือเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความพยายามในการเรียนรู้ โดยอาจเป็นคำแนะนำ แนวทาง ตลอดจนกลยุทธ์ต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา หรือปฏิบัติภารกิจการเรียนรู้ รวมทั้งกระบวนการคิด
4. การโค้ช (Coaching) เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ โดยเปลี่ยนบทบาทของครูจากหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้หรือบอกความรู้มาเป็น “ผู้ชี้แนะ” ที่ต้องให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำแก่นักเรียน ซึ่งมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงพุทธิปัญญา หรือการให้รู้คิด และการสร้างปัญญา
5. การร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaboration) เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่นเพื่อขยายมุมมองให้แก่ตนเอง การร่วมมือกันแก้ปัญหาจะสนับสนุนให้นักเรียนเกิดการคิดไตร่ตรอง เป็นการเปิดโอกาสให้ทั้งนักเรียน ครู ผู้เชี่ยวชาญ ได้สนทนาแสดงความคิดเห็นของตนเองกับผู้อื่น นอกจากนี้ ยังเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันและปรับมโนคติที่คลาดเคลื่อนที่อาจเกิดขึ้นในขณะเรียนรู้
Dukehart (1994) กล่าวถึงขั้นตอนในการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังนี้
1. ขั้นการกำหนดกรอบหรือการวางแผน (Framing/Planning) การกำหนดกรอบที่ชัดเจนโดยนักเรียนและครูกำหนดวัตถุประสงค์ร่วมกันจะทำให้นักเรียนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ได้มากขึ้น
2. ขั้นดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Activity itself) เป็นขั้นตอนที่นักเรียนจะดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งอาจเป็นขั้นตอนไม่ซับซ้อน โดยการซักถามหรือค้นคว้า หรือเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนหลายขั้นตอนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้
3. ขั้นการสะท้อน (Reflection) เป็นขั้นตอนการสะท้อนหรือสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ ซึ่งอาจจะทำคนเดียวโดยบันทึกการเรียนรู้ หรือการอภิปรายกลุ่ม โดยการอภิปรายกลุ่มจะครอบคลุมสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง ไม่ถูกต้อง หรือสิ่งที่ไม่คาดหวังให้เกิดขึ้น ขั้นตอนการสะท้อนนี้จะย้อนกลับไปยังขั้นตอนการกำหนดกรอบหรือวางแผน เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่มีความใกล้เคียงต่อไป
ชุมชนแต่ละแห่งล้วนมีลักษณะบริบทเชิงพื้นที่ที่มีความเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว จังหวัดอ่างทองตั้งอยู่ในที่ราบลุ่มภาคกลาง มีแม่น้ำสองสายไหลผ่าน คือ แม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำน้อย พื้นที่ส่วนใหญ่เหมาะแก่การปลูกข้าว ทำไร่ ทำนา และทำสวน ประชาชนในท้องถิ่นทำอาชีพเกษตรกร เลี้ยงสัตว์ ค้าขาย และรับจ้างทั่วไป เวลาว่างจากการทำอาชีพหลัก ชาวบ้านจะมารวมตัวกันเพื่อทำหัตถกรรมท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นงานปั้นตุ๊กตาชาววัง การทำกลอง การผลิตเครื่องจักสาน หรือการทำอิฐดินเผา นอกจากนี้ จังหวัดอ่างทองยังเป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ไม่ว่าจะเป็นวัดต่าง ๆ อนุสาวรีย์วีรชน ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้ในการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของชาติไทย จากวิถีชีวิตดังกล่าวของคนในชุมชนทำให้เกิดคำขวัญของจังหวัดว่า “พระสมเด็จเกษไชโย หลวงพ่อโตองค์ใหญ่ วีรไทยใจกล้า ตุ๊กตาชาววัง โด่งดังจักสาน ถิ่นฐานทำกลอง เมืองสองพระนอน” (สำนักงานจังหวัดอ่างทอง, 2565)
ผู้เขียนเป็นครูวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนวัดวันอุทิศ (สิริกมลฉ่ำราษฎร์บำรุง) ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในเขตตำบลไผ่ดำพัฒนา อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เปิดสอนในชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ยึดตามเนื้อหาในหนังสือแบบเรียนเพียงอย่างเดียว ทำให้นักเรียนมีความรู้สึกว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่มีเนื้อหาค่อนข้างยากและไกลตัว นักเรียนไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้วิทยาศาสตร์เข้ากับชีวิตประจำวันเพื่อสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ส่งผลให้นักเรียนไม่สนใจวิทยาศาสตร์ ไม่เห็นถึงประโยชน์และคุณค่าของวิชาวิทยาศาสตร์
จากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เขียนได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาวิทยาศาสตร์ให้มีความสอดคล้องกับแหล่งเรียนรู้และวิถีชีวิตของท้องถิ่น โดยเฉพาะงานหัตถกรรมตุ๊กตาชาววังของชุมชนบ้านบางเสด็จ อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ที่ใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่มีอยู่ในท้องถิ่นร่วมกับภูมิปัญญาของคนในชุมชน มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดยเลือกหน่วยการเรียนรู้ วัสดุกับภูมิปัญญาในท้องถิ่น มาออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ตุ๊กตาชาววัง โดยใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้วัสดุที่มีสมบัติทางกายภาพที่มีความแตกต่างกัน ได้แก่ พอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสม ดังนี้
แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ตุ๊กตาชาววัง
หน่วยการเรียนรู้ วัสดุกับภูมิปัญญาในท้องถิ่น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
วิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รหัสวิชา ว 23102 เวลา 3 ชั่วโมง
1. ตัวชี้วัด
ว 2.1 ม.3/1 ระบุสมบัติทางกายภาพและการใช้ประโยชน์วัสดุประเภทพอลิเมอร์ เซรามิก และวัสดุผสมโดยใช้หลักฐานเชิงประจักษ์และสารสนเทศ
2. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. ใช้กระบวนการสืบสอบเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้เกี่ยวกับสมบัติทางกายภาพของเซรามิกและภูมิปัญญาท้องถิ่น
2. ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกได้อย่างเหมาะสมกับการนำไปใช้
3. สาระสำคัญ
เซรามิกเป็นวัสดุที่ผลิตจากดิน หิน ทราย และแร่ธาตุต่าง ๆ จากธรรมชาติ จากนั้นจะนำมาผ่านการเผาที่อุณหภูมิสูงเพื่อให้ได้เนื้อสารที่แข็งแรง เซรามิกสามารถทำเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ สมบัติทั่วไปของเซรามิกจะแข็ง แต่เปราะ ทนต่อการสึกกร่อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น เครื่องปั้นดินเผา ทำภาชนะบรรจุอาหาร กระถางต้นไม้ กระเบื้องมุงหลังคา ถ้วยชาม สุขภัณฑ์ กระจก แก้วน้ำ ซึ่งในชุมชน ต.บางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มีการผลิตตุ๊กตาชาววังจากเซรามิกตั้งแต่ช่วงปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นการทำเป็นของเล่นเฉพาะในกลุ่มข้าหลวงชาววัง ต่อมาข้าหลวงบางคนที่ออกมาอาศัยกับครอบครัวนอกวังเริ่มทำตุ๊กตาชาววังออกขาย จึงเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ตุ๊กตาชาววังเป็นการปั้นคนในอิริยาบถต่าง ๆ เช่น กำลังนั่ง คลาน นั่งเอน หรือนอน กระบวนการทำจะต้องใช้ดินเหนียว นำมาขึ้นรูปผ่านการปั้นและการพิมพ์ในแม่พิมพ์ จากนั้นนำมาผ่านการเผาและการลงสี นักเรียนจะได้เรียนรู้สมบัติทางกายภาพของเซรามิก กระบวนการผลิต สารละลาย กระบวนการถ่ายโอนความร้อน วัสดุผสม การเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นและความรู้เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติผ่านการลงสู่ชุมชน
4. เนื้อหาสาระ
- ความหมายของเซรามิก
- สมบัติทางกายภาพของเซรามิก
- การนำเซรามิกไปใช้ประโยชน์
5. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นการวางแผน (ในห้องเรียน)
1. ครูถามคำถามนักเรียนเพื่อกระตุ้นความสนใจ ดังนี้
- ผลิตภัณฑ์ที่โด่งดังของจังหวัดอ่างทอง
- ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีแหล่งผลิตที่ใดในจังหวัดอ่างทอง
- ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง มีความโดดเด่นแตกต่างจากตุ๊กตาที่อื่นอย่างไร
ขั้นดำเนินการเรียนรู้ด้วยตนเอง (ณ ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ)
1. นักเรียนเรียนรู้ผ่านการลงชุมชน ศูนย์ตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง โดยครูแจกใบบันทึกความรู้และให้นักเรียนศึกษาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้
- ประวัติความเป็นมาของตุ๊กตาชาววัง
- วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำ
- ขั้นตอนในการทำ
- การใช้แกลบในการเผามีข้อดีอย่างไร
- หากใช้ดินชนิดอื่นในการเผา จะมีความแตกต่างกันอย่างไร
- หากไม่ใช้สีน้ำมัน แต่ใช้สีจากธรรมชาติ จะใช้สีอะไรได้บ้าง
- เมื่อสีน้ำมันที่ใช้ทาตุ๊กตาชาววังแห้ง จะมีการแก้ปัญหาอย่างไร
- เตาอั้งโล่ที่ใช้ในการเผาแกลบ ทำให้เกิดการเผาไหม้ได้อย่างไร
- จะต้องนำตุ๊กตาดินเผาไปให้ความร้อนกี่ชั่วโมง
- เทคนิคในการทำ
- จุดเด่นของตุ๊กตาชาววังบ้านบางเสด็จ
2. นักเรียนศึกษาในประเด็นที่ครูมอบหมายโดยใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น ทักษะการสังเกต ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามวิทยากรในประเด็นที่ยังสงสัย ในขณะที่วิทยากรสาธิตการปั้นตุ๊กตาชาววัง
3. นักเรียนลงมือปฏิบัติปั้นตุ๊กตาชาววัง
ขั้นการสะท้อน (ในห้องเรียน)
1. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายในประเด็นที่ศึกษา เพื่อให้ได้ข้อสรุปนำมาซึ่งความหมายของเซรามิก สมบัติทางกายภาพ และการนำเซรามิกไปใช้ประโยชน์
2. ครูให้นักเรียนออกแบบผลิตภัณฑ์จากเซรามิกโดยใช้ความรู้เรื่องสมบัติทางกายภาพของเซรามิกลงในใบงาน
3. นักเรียนนำเสนอผลงาน
6. ชิ้นงาน/ภาระงาน
1. การบันทึกความรู้ เรื่อง ตุ๊กตาชาววัง
2. การทำใบงาน เรื่อง การออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิก
7. การวัดและประเมินผล

ภาพจาก: https://travelintrend.com/travel/thailandpost-8.html
กิจกรรมการทำตุ๊กตาชาววัง

กิจกรรมการทำตุ๊กตาชาววัง


กิจกรรมข้างต้นแสดงการเชื่อมโยงเนื้อหาวิทยาศาสตร์กับสิ่งที่อยู่ในท้องถิ่นใกล้ตัว นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิทยาศาสตร์พร้อมกับภูมิปัญญาในท้องถิ่นของตนเอง ผ่านการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ในชุมชน การลงมือทำกิจกรรม การตั้งข้อสงสัยและสอบถามสิ่งที่สงสัยจากวิทยากรประจำศูนย์ ได้เรียนรู้ประวัติความเป็นมาและขั้นตอนในการทำตุ๊กตาชาววัง ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอ่างทอง รวมทั้งได้ฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ทำให้นักเรียนเห็นคุณค่าของทรัพยากรดินที่มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การนำมาปั้น องค์ความรู้เกี่ยวกับการเผาและลงสีของคนในชุมชน ได้เห็นผลิตภัณฑ์จากดินเผาที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่ตุ๊กตาชาววังในรูปแบบดั้งเดิม จนถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปั้นให้มีความทันสมัย ตอบสนองความต้องการของคนในยุคปัจจุบัน เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจ รักและหวงแหนภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 247 มีนาคม – เมษายน 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/247/24/
บรรณานุกรม
Dukehart, L. (1994). Community as Classroom: A Report Based on Presentations at the Work Now and in the Future 11 Conference. Portland, OR: Northwest Regional Educational Laboratory.
Owens, T. R. & C. Wang. (1996). Community-Based Learning: A Foundation for Meaningful Educational Reform. Retrieved January 5, 2024, from http://digitalcommons.unomaha.edu/slceslgen/37.
ธันยนันท์ ศรีพันธ์ลม. (2563). การเรียนรู้ผ่านโครงงานที่เน้นชุมชนเป็นฐาน: การส่งเสริมการสร้างสรรค์เคมีผลิตภัณฑ์ธรรมชาติของนักศึกษาระดับปริญญาตรี. วิทยานิพนธ์ปริญญา ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.
สำนักงานจังหวัดอ่างทอง. ข้อมูลทั่วไปจังหวัดอ่างทอง. สืบค้นเมื่อ 4 มกราคม 2567. จาก http://www.angthong.go.th/2564/content/general.
อาเดช อุปนันท์. (2564). การออกแบบการเรียนรู้แบบ CBL เพื่อตอบโจทย์การสร้างครูอัตลักษณ์เชิงพื้นที่. สืบค้นเมื่อ 5 มกราคม 2567. จาก https://lpn.mcu.ac.th/mculpn/wp-con tent/uploads/2022/07/CBL-การจัดการเรียนรู้อัตลักษณ์เชิงพื้นที่.pdf.
