การจัดการศึกษา โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning CBL)
ที่มาและความสำคัญของการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
ระบบการศึกษาของประเทศไทยในอดีตเริ่มเด่นชัดในยุคสุโขทัย จากคำจารึกบนหลักศิลาจารึกตั้งแต่สมัยพ่อขุนรามคำแหงมหาราชที่ทรงประดิษฐ์อักษรไทย ในอดีตการศึกษาถูกมองเป็นเรื่องของชนชั้นสูง การศึกษาจึงมีเฉพาะในวัง ส่วนประชาชนทั่ว ๆ ไป หากต้องการให้ลูกหลานศึกษาการอ่านเขียนหนังสือไทยและบาลี จะนำไปฝากกับพระ วัดจึงเป็นศูนย์กลางการศึกษาของชุมชน ต่อมาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อบ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีการเปิดประเทศรับอารยธรรมตะวันตกเข้ามา ทำให้แนวคิดเรื่องการศึกษาเริ่มมีบทบาทมากขึ้น โดยมีแนวคิดว่าการศึกษาเป็นเครื่องมือของการพัฒนาประเทศ ทำให้ในปี พ.ศ. 2414 รัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนหลวงแห่งแรกขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ โรงเรียนนายทหารมหาดเล็ก ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ สอนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และขนบธรรมเนียมราชการ (กระทรวงศึกษาธิการ, โรม บุนนาค, 2564) เพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาคนมากขึ้น นอกจากนี้ หากมองภาพของสังคมไทยในอดีต คนไทยใช้ชีวิตในชุมชน เรียนรู้วัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อสังคมโลกเปลี่ยนแปลงเป็นสังคมที่มีการแข่งขันกัน ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งการพัฒนาประเทศให้มีความเจริญก้าวหน้า และมุ่งเน้นการสร้างคนให้มีคุณภาพและมีศักยภาพมากพอสำหรับการแข่งขันในอนาคต ทำให้สถานศึกษาค่อย ๆ แยกคนออกจากชุมชน วัด และศาสนสถาน (พิณสุดา สิริธรังศรี, 2542) แต่ปัจจุบันการจัดการเรียนรู้ที่เน้นรายวิชายังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ Ordinary National Educational Test (O-NET) พบว่าผู้เรียนได้คะแนนเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ หลายรายวิชามีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 50 (สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สทศ., 2567)) ไม่เฉพาะผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาในประเทศเท่านั้น แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับโลก อย่าง PISA หรือ Programme for International Student Assessment ของ OECD (Organization for the Economic Cooperation and Development) พบว่าเด็กไทยมีคุณภาพต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และด้านการอ่าน แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของผู้เรียนไทยยังไม่ได้มาตรฐานสากล (สสวท., 2565) นอกจากนี้ ระบบการศึกษายังมีช่องโหว่เรื่องความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ทำให้คนบางกลุ่มเข้าไม่ถึงการศึกษาหรือหลุดออกจากระบบการศึกษา เมื่อกลุ่มคนถูกระบบเมินเฉย สิ่งที่ตามมาคือความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่ำลง ศักยภาพในการพัฒนาประเทศก็ลดลง ส่วนด้านคุณธรรม จริยธรรม และศีลธรรมของคนก็อาจจะลดลงตามไปด้วย (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2552) ทางออกของการแก้ไขปัญหาดังกล่าวคือ ทางเลือกการศึกษาฐานชุมชน หรือการใช้แนวคิดในการจัดการศึกษาฐานชุมชน (วรากรณ์ สามโกเศศ และคณะ, 2553 และ ประเวศ วะสี, 2555) เนื่องจากเป็นการจัดการศึกษาทางเลือกที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งฐานรากที่จำเป็นโดยภาคประชาชน เป็นการเรียนรู้จากการปฏิบัติ เป็นการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้งเพื่อสุขภาวะทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา และสังคม เป็นการจัดการศึกษาแบบบูรณาการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและท้องถิ่น ชุมชนช่วยกันทำให้การศึกษาเป็นกลไกปลูกฝังคุณค่าและชีวิตที่ดีงาม เพราะกระบวนการชุมชนคือหัวใจของการพัฒนา
Community Based Learning (CBL)
ภาพจาก: https://prezi.com/8hcfdlcrmn9z/community-based-learning-cbl/
ความหมายของการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
การจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning : CBL) คือ การจัดการเรียนรู้ที่มีแนวคิดหรือรูปแบบการจัดการเรียนรู้บูรณาการเนื้อหาตามหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับชุมชน ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจากสถานการณ์จริง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้จากในห้องเรียน (Flecky, 2011; ประยูร บุญใช้, 2558 และ กล้า ทองขาว, 2561) การจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานช่วยให้ผู้เรียนเกิดการสะท้อนคิด ทำให้เข้าใจความรู้ในเนื้อหาตามหลักสูตร และยังเข้าใจชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ ยังส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนด้านความรู้และทักษะอย่างหลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 สอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม เจตคติที่พึงประสงค์ และการตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน รวมทั้งเพื่อตอบสนองความต้องการที่แท้จริงของชุมชน ทั้งนี้ ชุมชนและผู้เรียนจะได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยการบรรลุวัตถุประสงค์ของหลักสูตรและเป้าหมายที่กำหนดโดยชุมชน รวมถึงสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในเชิงบวก อันเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน (วิจารณ์ พานิช, 2557)
ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
ทฤษฎีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานมีฐานรากมาจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory) ตามแนวคิดของไวกอตสกี้ (Vygotsky) ให้ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธ์ในสังคม สนใจการทำงานเป็นกลุ่ม การสนทนา การถาม การอธิบาย และการประชุมตกลง ซึ่งเขาถือว่าเป็นกิจกรรมการสร้างความรู้ร่วมกัน และกล่าวถึงการเรียนรู้ของเด็กว่าไม่ได้เกิดจากการสำรวจสิ่งแวดล้อมแต่เพียงลำพัง แต่การเรียนรู้จะมีผลมาจากความต้องการมีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้นของผู้เรียน (สุนันทา ศิริวัฒนานนท์, 2544) การเรียนรู้เป็นกระบวนการลงมือทำ (Active Process) ที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล ซึ่งความรู้จะถูกสร้างด้วยตัวผู้เรียนเองจากข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งประสบการณ์เดิมมาสร้างความหมายในการเรียนรู้ของตนเอง ประสบการณ์ของผู้เรียนจะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจ และจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่และแนวคิดใหม่ นอกจากนี้ การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานยังอยู่ภายใต้ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory) โดย David Kolb (Saul McLeod, 2017) การเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning) คือ กระบวนการสร้างความรู้ ทักษะ และเจตคติ ด้วยการนำเอาประสบการณ์เดิมของผู้เรียนมาบูรณาการเพื่อสร้างการเรียนรู้ใหม่ ๆ ขึ้น โดยมีจุดเด่นคือ การทบทวนประสบการณ์หรือนำสิ่งที่ลงมือทำมาตกผลึกความคิด เพื่อให้ได้รับรู้ถึงความรู้ใหม่ที่ได้รับ เป็นการนำไปต่อยอดความรู้เดิม หรือสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทอื่น ๆ สำหรับตนเอง การที่เรามีประสบการณ์แต่ไม่ได้ตกผลึกจะทำให้ความรู้นั้นไม่ยั่งยืน การเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้งทำให้เกิดการจดจำจนสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง ซึ่งการเรียนรู้จากประสบการณ์มี 4 ขั้นตอน คือ (Bedri Zeinab, 2017)
1. การสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ (Concrete Experience: CE)
โดยการเรียนรู้ที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้สัมผัส “ธรรมชาติที่แท้จริงขององค์ความรู้นั้น” ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การเรียนการสอนในห้องเรียน การศึกษาแหล่งเรียนรู้ในชุมชน การอ่านหนังสือ การทำกิจกรรม การทดลอง การเล่น โดยกิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง เกิดการจดจำ และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริง
2. การสะท้อนการเรียนรู้/ทบทวนการเรียนรู้ (Reflective Observation: RO)
เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจะมีการสะท้อนคิด (Reflection) คือ ได้วิเคราะห์ ประเมินผล และตีความประสบการณ์การเรียนรู้ที่ผ่านมา ซึ่งกระบวนการเรียนรู้จะต้องมีการจัดสรรเวลาในขั้นตอนนี้อย่างเหมาะสม ตัวอย่างวิธีการสะท้อนคิด เช่น การเขียนสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ การบันทึกการเรียนรู้ การทำการบ้าน และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้เรียน
3. การสรุปองค์ความรู้ (Abstract Conceptualization: AC)
เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนจัดวางองค์ความรู้ใหม่ผสานกับองค์ความรู้เก่าด้วยตนเอง โดยต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ และตกผลึกหรือสรุปออกมาเอง ตัวอย่างวิธีการสรุปองค์ความรู้ เช่น การเขียนแผนภาพมโนทัศน์ (Mind Mapping) การสรุปการเรียนรู้ออกมาเป็นรูปแบบหรือกรอบความคิด และการนำเสนอผลการเรียนรู้ของผู้เรียน
4. การประยุกต์ใช้ความรู้ (Active Experimentation: AE)
ผู้เรียนจะลงมือปฏิบัติอีกครั้งเพื่อทดสอบการเรียนรู้ของตนเองว่าเข้าใจถูกต้องหรือไม่ หากมีข้อที่ไม่เข้าใจหรือมีความเข้าใจผิดก็สามารถปรับปรุงได้ นอกจากนี้ การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์สามารถวนกลับไปหลาย ๆ รอบได้ ดังภาพ 1
ภาพ 1 ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ (Experiential Learning Theory) โดย David Kolb
ที่มา: https://www.communicationtheory.org/experiential-learning-kolbs-learning-styles-and-cycle/
อย่างไรก็ตาม การจัดการเรียนรู้ไม่มีข้อกำหนดที่ระบุตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมหรือเป้าหมายการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจง ชุมชนแต่ละท้องถิ่นมีความหลากหลาย ตั้งแต่บนเขาลงมาสู่พื้นราบต่อถึงชายฝั่งทะเล ซึ่งชุมชนแต่ละแห่งได้มีการเรียนรู้ สั่งสม สืบทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์ชีวิต ผ่านการเผชิญหน้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงและการปรับตัวมาอย่างยาวนาน ผ่านกระบวนการแห่งชีวิตที่ดำเนินมาอย่างไม่ขาดสาย ชุมชนจึงเหมือนห้องเรียนมีชีวิต เป็นห้องเรียนภูมิปัญญาที่อยู่ในวิถีการปฏิบัติที่เป็นจริง ดังนั้น การนำไปใช้จะต้องระบุกลยุทธ์และเป้าหมายการจัดการเรียนรู้อย่างชัดเจน
หลักการและแนวทางการจัดการศึกษาแบบชุมชน
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานยังมีเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ประสบผลสำเร็จหลายประการ เช่น ชุมชนต้องให้ความร่วมมือหรือให้การส่งเสริม สนับสนุน และมีส่วนร่วม ผู้เรียนต้องเรียนรู้และลงมือทำกิจกรรมจริง มีการยืดหยุ่นเวลาในการจัดในชุมชนเพื่อเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ฝึกการคิดและการแก้ปัญหาจากสถานการณ์จริงที่พบในชุมชน (ศรีวรรณ ฉัตรสุริยวงศ์, 2557) การสร้างเครือข่ายทางการศึกษา กระบวนการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่าย และการมีส่วนร่วมระหว่างชุมชนและผู้เรียน (มณฑล จันทร์แจ่มใส, 2558) จึงสามารถสรุปได้ว่าการจัดการศึกษาโดยใช้ชุมชนเป็นฐานควรคำนึงถึง 6 ข้อ ดังนี้
1) ศักยภาพของชุมชน
2) บุคคลในชุมชนและบุคลากรในโรงเรียน
3) ความต้องการพัฒนาในท้องถิ่น
4) หลักสูตรท้องถิ่น
5) กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติจริง
6) การประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริง
เพื่อให้การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานประสบความสำเร็จ จึงมีหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาแบบชุมชน (กล้า ทองขาว, 2561) ที่มุ่งเน้นไปที่การกระจายอำนาจให้ประชาชนและชุมชน เพื่อให้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย และกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดหลักการสำคัญ 5 ประการ คือ
1) การกระจายอำนาจไปยังประชาชนและชุมชน (Empowering People = E)
ให้ประชาชนและชุมชนมีสิทธิ มีอิสระในการคิดและปฏิบัติในการแก้ไขปัญหา กำหนดเป้าหมายและแนวทาง หรือประเด็นที่ต้องการเรียนรู้ เช่น ต้องการเรียนรู้เกี่ยวกับการดำเนินการ หรือการกระทำใด ๆ ที่ยังไม่เคยทำมาก่อน (Learning to do) เรียนรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้ (Learning to know) เรียนรู้ที่จะค้นหาหรือพัฒนาตน (Learning to be) และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ (Learning to live together) โดยเบื้องต้นจะมีนักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านการจัดการศึกษาชุมชนให้คำปรึกษา
2) การมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชน (Participatory Learning = P)
องค์กรในชุมชนหมายถึงองค์กรที่ได้รับการจัดตั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งภาครัฐและเอกชนที่ประกอบกันเป็นชุมชนท้องถิ่น เช่น องค์กรการปกครองท้องที่ (กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถานศึกษา องค์กรศาสนา ครอบครัว องค์กรเกี่ยวกับงานสาธารณสุขชุมชน ประชาคม กลุ่มเยาวชน กลุ่มสตรีและแม่บ้าน กลุ่มอาสาสมัคร กลุ่มสนใจด้านอาชีพ สุขภาพ การกีฬา นันทนาการ กลุ่มสนใจศิลปะวัฒนธรรม และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ในชุมชน การมีส่วนร่วมหมายถึงกระบวนการที่ชุมชน หรือผู้นำ หรือผู้แทนองค์กรในชุมชนมีบทบาทในการร่วมคิด ร่วมค้นหาปัญหา ร่วมกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการแก้ไขปัญหา ที่เรียกว่า ร่วมวางแผน ร่วมคิดตัดสินใจ ร่วมดำเนินการ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมแก้ปัญหาในขั้นปฏิบัติ ร่วมติดตามผล ประเมินผล ร่วมชื่นชม และร่วมเรียนรู้ประสบการณ์ของกันและกันในกระบวนการจัดการเรียนรู้
3) การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area-Focused = A)
กล่าวคือ การจัดการศึกษาฐานชุมชนใช้กระบวนการชุมชนเป็นกลไก มีสภาผู้นำชุมชน โดยการรวมตัวของผู้นำชุมชนทั้งผู้นำเป็นทางการและผู้นำตามธรรมชาติ มีการศึกษาและสำรวจข้อมูลชุมชน ข้อมูลชุมชนใช้เป็นฐานความคิดและใช้ทำแผนชุมชน แผนชุมชนจะเป็นแผนพัฒนาอย่างบูรณาการ และตั้งเป้าหมายได้ มีสภาประชาชนที่คนทั้งชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางและเป้าหมายของชุมชน ทั้งทางสังคมและสัมมาชีพ เป็นประชาธิปไตย มีหนึ่งมหาวิทยาลัยหรือสถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในจังหวัดร่วมทำงานกับพื้นที่ บูรณาการทรัพยากรของชุมชนท้องถิ่น และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
4) การยึดชีวิตหรือยึดผู้เรียนเป็นตัวตั้ง (Life, Learners Centered = L)
ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจและความต้องการ เรียนรู้อย่างมีความสุข เต็มตามศักยภาพ เช่น เรียนรู้รากเหง้า รู้ท้องถิ่น รู้ศาสนา รู้วัฒนธรรมและจารีตประเพณี รู้ประวัติศาสตร์ชุมชน รู้วิชาสามัญ รู้วิชาชีพ รู้การรักษาสุขภาพ รู้ศิลปะ ดนตรี และกีฬา การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนรู้เท่าทันโลก การเป็นพลเมืองดี พลโลกที่ดี มีสัมมาอาชีพและมีสันติสุข นำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน โดยสาระการเรียนรู้เน้นวิถีชีวิต เป็นกระบวนการทางสังคม และเป็นการเรียนรู้ร่วมกันในการปฏิบัติ
5) การจัดการศึกษาที่บูรณาการกันระหว่างการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย (Integrated Education Systems Approach = I)
เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการจัดการศึกษาที่ไม่แยกการจัดการทั้งสามระบบออกจากกัน แต่เป็นการบูรณาการเชื่อมโยงกัน ขึ้นอยู่กับประเภทของหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ ผู้เรียนและผู้สอนมีความหลากหลายวัย
โดยสรุปหลักการและแนวทางในการจัดการศึกษาฐานชุมชนเรียกย่อ ๆ ว่า EPALI ประกอบด้วย การกระจายอำนาจไปยังประชาชนและชุมชน การมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชน การเอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง การยึดชีวิตหรือผู้เรียนเป็นตัวตั้ง และการจัดการศึกษาแบบบูรณาการทั้งสามระบบ โดยมีสถาบันการศึกษาในจังหวัดร่วมทำงานกับพื้นที่ และบูรณาการทรัพยากรจากชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐและท้องถิ่น ดังภาพ 2
ภาพ 2 หลักการและแนวทางในการจัดการศึกษาฐานชุมชน
ที่มา: https://www.dpu.ac.th/ces/upload/km/1412759447.pdf หน้า47
การเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ที่ผู้เรียนเรียนรู้ “โลกแห่งความจริง” ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพปัญหาและความต้องการ หรือลักษณะของชุมชนนั้น ๆ เพื่อสร้างความรู้ผ่านการเรียนรู้ที่บูรณาการกลยุทธ์การสอนอย่างหลากหลายวิธีร่วมกับการทำกิจกรรมที่ผู้เรียนได้สัมผัสชุมชนอย่างแท้จริง ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายระหว่างห้องเรียนกับชุมชน ผ่านการมีส่วนร่วมของสถานศึกษา ครู ผู้เรียน และคนในชุมชนในลักษณะของการเป็นพาร์ตเนอร์ในการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งนี้ การที่ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติในชุมชนจริง ผู้เรียนจะได้ฝึกทักษะการแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่พบ ทักษะการทำงานเป็นทีมจากการทำงานร่วมกัน นอกจากนี้ การเรียนร่วมกันเป็นกลุ่มจะช่วยเปลี่ยนจากการเรียนแบบเน้นการแข่งขันมาเป็นเน้นความร่วมมือ หรือช่วยเหลือแบ่งปันกัน จึงถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกันไปกับกระบวนการเรียนรู้ของครูและสมาชิกที่อยู่ในชุมชนการเรียนรู้ (วิจารณ์ พานิช, 2555) นอกจากนี้ ยังได้ฝึกการประยุกต์ใช้ความรู้ที่มีในการแก้ปัญหาได้อย่างหลากหลาย ทำให้การเรียนรู้แบบนี้สามารถกระตุ้นหรือท้าทายความสามารถของผู้เรียนให้เกิดการพัฒนาด้านการคิดและการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ จะเห็นได้ว่าการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานให้ประโยชน์ที่เกื้อกูลต่อนักเรียน โรงเรียน และชุมชน ผู้เรียนสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับจากห้องเรียนไปใช้ในการดำเนินชีวิต เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนบนพื้นฐานของวิถีชีวิตของชุมชนตามสภาพจริง ผู้เรียนจะได้ตกผลึกองค์ความรู้ต่าง ๆ ทั้งนี้ การนำกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานไปใช้ให้เกิดผลสำเร็จนั้น ผู้สอนจะต้องระบุการเรียนรู้และผลการเรียนรู้ที่ชัดเจนภายใต้ความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายทางการศึกษาและการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติในชุมชน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) โดยฝ่ายบริหารโครงการริเริ่มและสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร ได้จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ฐานชุมชนผ่านระบบออนไลน์ ในวันที่ 19 และ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2567 เพื่อให้ผู้สนใจเข้าร่วม โดยในการอบรมเน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ลงมือปฏิบัติและร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกิจกรรมสวนดอกไม้ ซึ่งเป็นตัวอย่างแนวการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ฐานชุมชนสำหรับระดับประถมศึกษา และกิจกรรมสำรวจสิ่งแวดล้อมสำหรับระดับมัธยมศึกษา ซึ่งผู้เข้ารับการอบรมสามารถนำกิจกรรมไปปรับใช้ หรือนำแนวทางไปออกแบบกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของชั้นเรียน โรงเรียน และท้องถิ่นต่อไป หากท่านสนใจร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ฐานชุมชน สามารถศึกษาได้จากวิดีทัศน์ในลิงก์ด้านล่างนี้
กิจกรรมสวนดอกไม้ ระดับประถมศึกษา https://youtu.be/2ayqRsXjbJ4

กิจกรรมสำรวจสิ่งแวดล้อม ระดับมัธยมศึกษา https://youtu.be/Hp1y0uBprjE


ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=tyMKrg2YVNw
ทั้งนี้ หากท่านเข้าร่วมและผ่านแบบทดสอบการอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ฐานชุมชนภายในวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2567 ท่านจะได้รับเกียรติบัตรเข้ารับการอบรมจาก สสวท.
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของนิตยสาร สสวท. ปีที่ 52 ฉบับที่ 249 กรกฎาคม – สิงหาคม 2567
ผู้อ่านสามารถติดตามบทความที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่ https://emagazine.ipst.ac.th/249/12/
บรรณานุกรม
Bedri, Z & de Frein, R. & Dowling, G. (2017, December 18). Community-Based Learning: a primer. Irish Journal of Academic Practice, 6(1), Retrieved June 22, 2024, from https://arrow.tudublin.ie/ijap/vol6/iss1/5/.
Flecky, K. (2011). Foundations of Service Learning. Jones and Bartlett. Retrieved June 19, 2024, from http://samples.jbpub.com/9780763759582/59582_CH01_FINAL.pdf.
Saul McLeod. (2017). Kolb’s Learning Styles and Experiential Learning Cycle. SimplyPsychology. Retrieved June 22, 2024, from https://www.simplypsychology.org/ learning-kolb.html.
กระทรวงศึกษาธิการ. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://www.moe.go.th/education-history/.
กล้า ทองขาว. (2561). การจัดการศึกษาฐานชุมชน (Community-based Education Management =CBEM). สืบค้นเมื่อ 17 กรกฎาคม 2561, จาก https://www.dpu.ac.th/ces/ upload/km/1412759447.pdf.
ประยูร บุญใช้ และ ภูมิพงศ์ จอมหงส์พิพัฒน์. (2558). การวิจัยและพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นเป็นฐาน สำหรับสถานศึกษาในชุมชน รอบหนองหาร จังหวัดสกลนคร. วารสารบัณฑิตศึกษา, 12(58): 185 - 193. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2564, จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/SNGSJ/article/ view/59082/48675.
ประเวศ วะสี. (2555). “จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัยไทย-จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ในโพสต์ทูเดย์. 10(3463). สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://www.posttoday.com/ politics/168329.
พิณสุดา สิริธรังศรี. (2555). “การศึกษาที่ฟังเสียงประชาชน” ในการจัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมขององค์กรในชุมชน การศึกษาฐานรากทางเลือกประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: ภาพพิมพ์. (2552).
พิณสุดา สิริธรังศรี. (2555). รายงานการวิจัยเรื่อง ภาพการศึกษาไทยในอนาคต 10-20 ปี. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://opendata.nesdc.go.th/dataset/e4286219- 751f-4742-bc61-4cf7527c2f19/resource/560ce103-4a83-4a21-859f-174843455c47/download/.-15..pdf.
มณฑล จันทร์แจ่มใส. (2558). โครงการถอดชุดประสบการณ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน: กรณีศึกษา การบูรณาการการจัดการเรียนรู้วิชาออกแบบสถาปัตยกรรมกับ การพัฒนาที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อย. วารสารวิจัยราชภัฏพระนคร. 10(1): 143-156. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2564, จาก https://li01.tci-thaijo.org/index.php/PRRJ_ Scitech/article/view/41969.
โรม บุนนาค. (2564). เมื่อเริ่มการศึกษาในไทยสมัย ร.5 ทั้ง ร.ร.หลวง ร.ร.ราษฎร์ พากันตั้งแต่ ร.ร.สตรี. หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ฉบับออนไลน์. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2564, จาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9640000042103.
วรากรณ์ สามโกเศศและคณะ. (2553). ข้อเสนอทางเลือกระบบการศึกษาที่เหมาะสมกับสุขภาวะคนไทย. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://dol.thaihealth.or.th/File/media/ a246acfa-a5ff-46da-b412-02da4420732a.pdf.
วิจารณ์ พานิช. (2557). นวัตกรรมสู่การเป็นประเทศแห่งการศึกษา. สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2564, จาก https://www.gotoknow.org/posts/565909.
ศรีวรรณ ฉัตรสุริยวงศ์. (2557). กระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมความสามารถด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์สำหรับ นักเรียนระดับประถมศึกษา. (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยศิลปากร. นครปฐม. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ suedureasearchjournal/article/view/34694.
สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(องค์การมหาชน) สทศ. (2567). ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (ONET). สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://www.niets.or.th/th/.
สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2565). สรุปผลการวิจัย PISA 2015-2016. สืบค้นเมื่อ 27 พฤษภาคม 2567, จาก https://pisathailand.ipst.ac.th/news-21/.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2552). การปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง (พ.ศ. 2552-2561). สืบค้นเมื่อ 24 มิถุนายน 2564, จาก https://dl.parliament.go.th/backoffice/ viewer2300/web/viewer.php.
สุนันทา ศิริวัฒนานนท์. (2544). กระบวนการส่งเสริมพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยโดยใช้วิธีการเรียนรู้แบบหัวเรื่องตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์. สืบค้นเมื่อ 23 มิถุนายน 2564, จาก https://so02.tci-thaijo.org/index.php/edunsrujo/article/view/254296.
