สดุดีคุณครู เรื่อง ครูแนวหน้า
อังคาร, 18 มกราคม 2011

ครูแนวหน้า

ผู้แต่ง : บรรพต พยัคฆเดช

ผู้สรุป : รัตนพร   บรรจง

ชีวิตครูมีหลายรูปแบบ ครูที่อยู่ในเมืองหลวง กับครูที่อยู่ในชนบท มีวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน เรื่องราวของครูบ้านนอกคนหนึ่งที่ฮือฮากันจนเป็นที่กล่าวขานของชาวบ้านร้านถิ่นทั่วไป ซึ่งเป็นกำลังใจให้แก่หมู่บ้านชายแดนที่กำลังกระทบกระเทือนกันอยู่ ซึ่งครูเป็นหลักมั่นของชาวบ้านที่ห่างไกลความเจริญดุจดั่งทหารเอกสมควรแก่การเคารพและคารวะอย่างยิ่ง เรื่องราวของครูบ้านนอกได้เริ่มต้นขึ้น เมื่อชีวิตของครูทรงเดชที่รักและศรัทธาในอาชีพครูอาสาไปอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ไกลความเจริญ อยู่ในอำเภอที่ทุรกันดารห่างออกจากตัวจังหวัด 100 กิโลเมตร ถนนดินตลอดสาย น้ำท่วม สะพานพัง ตลอดจนระยะทางรถโดยสารจากจังหวัดเข้าอำเภอนั้นต้องใช้เวลาครึ่งค่อนวัน แล้วจากอำเภอไปตำบล หมู่บ้าน จะลำบากขนาดไหน เหนือคำบรรยาย ต้องขี่ม้าเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพาหนะที่ดีที่สุดในสมัยนั้น

ทรงเดชเป็นครูอยู่ในบ้านป่าแห่งหนึ่ง เขาเป็นคนรักป่ารักธรรมชาติ มีเพื่อนครูหนึ่งคนชื่อว่าธาดา หมู่บ้านที่พวกเขาไปอยู่มีเพื่อนบ้านให้การต้อนรับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง ได้แก่ นายแท่น นายไสว นายสวน นายสมนึก ซึ่งพวกเขาทุกคนต่างก็มีอุดมการณ์เดียวกันรักป่ารักธรรมชาติ ทางที่เข้าไปในหมู่บ้านเป็นป่าละเมาะ เป็นเนินเขา รถคันเล็กๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ต้องเป็นรถบรรทุก เพราะว่าถนนเป็นหลุมเป็นแอ่ง วันหนึ่งจนพลบค่ำมีครูทรงเดช ครูธาดา และนายแท่น เขาทั้งสามเป็นพรานสมัครเล่น ความรักป่ารักปีนทำให้พวกเขาต้องรอนแรมเข้าไปในป่าบ่อยๆ แท่นขับรถไต่ลัดเลาะไปตามเนินเขา สองชั่วโมงก็เข้ามาอยู่ในกลางดงทึบ ทุกคนติดไฟฉายที่หน้าผากส่องแสงวูบวาบไปรอบๆ เดินห่างออกมาจากรถ ทรงเดชส่องตรงเข้าไปที่พุ่มไม้แสงไฟจากหน้าผากพุ่งเป็นลำยาวผ่านหมอกบางเข้าไปยังโคนต้นไม้ต้นหนึ่ง เขาเห็นตาสัตว์สีแดงสะท้อนออกมา “เอ็งเงียบ รออยู่ตรงนี้” เขากระซิบบอกเพื่อนสองคนนั้น เขาจ้องปืนมุ่งตรงเข้าไป เดินช้าๆ ย่องเข้าสู่เป้า ตาแดงๆคู่นั้น ใกล้เข้าไป ใกล้เข้าไป ไม่เกิน 20 เมตรหยุดแล้วยกปืนขึ้นเล็ง “เปรี้ยง” เสียงปืนดังสะท้อนก้องดง อันรกร้าง ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากกอไม้ห่างจากที่ทรงเดชยืน มันกระโดดเข้าข้างหลังล็อคคอเขาให้หงายขึ้นมา สู้กันตัวต่อตัวมันชกไฟหน้าแตกกระจาย เขาหายใจแทบไม่ออก ปืนหลุดออกจากมือ กระเด็นไป ดิ้นหลุดแล้วหันเข้าชกต่อยไม่เลือกที่ เพื่อนทั้งสองคนยืนรออยู่เห็นผิดปกติจึงฉายไฟเข้าไป ภาพที่เห็น สองคนกำลังชกต่อยกันพัลวัน เขาจึงวิ่งเข้าไปช่วย แท่นเข้าข้างหลังรวบแขนของมันเอาไว้ได้จึงรู้ว่าเป็นคนติดยาเสพย์ติด คนในหมู่บ้านช่วยกันแก้ปัญหาเด็กวัยรุ่นที่ตกเป็นทาสยาเสพย์ติด แต่ก็มีหัวหน้าคนที่ค้ายาซึ่งเป็นคนที่มีอิทธิพลเป็นอย่างมากขายยาให้กับวัยรุ่นตามหมู่บ้านนั้น ข่มขู่ รังแกชาวบ้านที่ไม่มีทางสู้ และบอกกับครูทรงเดชว่าไม่ให้ยุ่งกับเรื่องของพวกเขา ให้สอนหนังสือไปอย่าไปสนใจเรื่องไม่เป็นเรื่อง พวกเขาสามารถปกครองชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ได้ ครูทรงเดชก็ไม่ยอมแพ้กับอิทธิพลมืดของพวกค้ายา ร่วมกันกับชาวบ้านต่อต้านขบวนการค้ายาจนประสบผลสำเร็จทำให้ชาวบ้านอยู่กันอย่างสงบสุข วัยรุ่นช่วยพ่อแม่ทำมาหากินทำให้ชาวบ้านดงลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งพวกเขารักใคร่และเคารพครูทรงเดชเป็นอย่างมาก

ในช่วงปิดภาคเรียนนิสัยรักป่า รักสัตว์ป่า ค่อยๆ ฟักตัวขึ้นมาอีกนึกอยากจะไปเที่ยวป่า คุณครูทรงเดชก็เลยชวนสมาชิกมาปรึกษากัน คราวนี้มีสมาชิกเพิ่ม มี เฒ่าแถว ตาซ้าย นายแท่น    นายสวน ครบหน้า ตกลงกันว่าจะไปเส้นทางใหม่ไปเส้นทางตะวันตกเลียบเลาะลำน้ำมูลจะปลอดภัยกว่าในระหว่างเดินทางทุกคนก็คุยกันเรื่องการฉ้อราชบังหลวง หรือการรับเงินอามิดสินจ้าง จากคนที่มีอิทธิพลและอยากช่วยกันขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไปจากประเทศ ครูทรงเดชและคณะเดินต่อไปเรื่อยๆ ไปเจอกับลูกศิษย์ทักทายกันตามประสา แล้วครูทรงเดชและคณะก็พักผ่อน หุงหาอาหารตามที่มีเพราะการใช้ชีวิตอยู่ในป่าจะกินอะไรที่ตามใจปากก็ไม่ได้ต้องกินเพื่อที่จะมีแรงเดินทางต่อเท่านั้น

เมื่อกินอาหารเสร็จแล้วเตรียมตัวออกเดินทางต่อครูทรงเดชมองไปรอบๆ เห็นเด็กสาวหน้าตาซื่อๆ สวยแบบธรรมชาติ ผิวแก้มบางจนมองเห็นเส้นเลือด เขานึกในใจว่านี่แหล่ะคือดอกไม้ป่า คนอื่นๆ ออกยิงสัตว์ในเช้าวันนั้น แต่ครูทรงเดชเฝ้ากระท่อม ส่วนอ้อกับนายแมวนั้นเข้าสวนเก็บพริก ครูทรงเดชเดินไปรอบๆ เจองูเหลืออยู่บนต้นไม้ตกใจทำให้หน้าผากของครูทรงเดชโขกกับก้อนหินก้อนหนึ่งเลือดอาบหน้า แต่โชคดีที่ได้อ้อช่วยทำแผล ครูทรงเดชนึกสงสารอ้อในใจอยากให้หญิงสาวกลางป่าได้เรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่นที่อยู่ในอำเภอ อยากให้อ้อเรียนเย็บผ้า และเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ ครูทรงเดชช่วยครอบครัวของอ้อได้ไปใช่ชีวิตในอำเภอ ส่วนอ้อดีใจมากที่ได้ไปอำเภอ เธอคิดว่าอำเภอคงหน้าอยู่ ผู้คนใจดี เหมือนกับทุกคนที่อยู่ในบ้านของเธอ แต่พอถึงวันที่เธอไปเข้าไปในอำเภอจริงๆ กลับไม่เป็นอย่างที่เธอคิด มีตำรวจตรวจหาคนต่างด้าวแต่เธอไม่ใช่คนต่างด้าวแต่ว่าเธอไม่มีบัตรประชาชนทำให้ตำรวจไม่ให้พวกเขาเข้าไปในตัวอำเภอได้ ครูทรงเดชเห็นท่าไม่ค่อยดีก็เลยเจรจา และสามารถเคลียร์ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ทำให้อ้อคิดว่าอำเภอที่เธอวาดฝันไว้ไม่ได้สวยงามจริงๆ มีแต่คนที่ไม่จริงใจ และเห็นแก่ตัว เธออยากกลับบ้านป่าของเธอ แต่เธอก็อยากหารายได้ด้วยตัวของเธอ ทันใดนั้นก็มีเพื่อนบ้านชวนอ้อไปทำงานที่สบายแต่ได้เงินมาก อ้อดีใจมากที่จะได้ทำงานและได้เงินมา แต่คูทรงเดชและพ่อของเธอกลับไม่เห็นด้วยเพราะเกรงว่าจะเป็นการล่อลวง ซึ่งอ้อเป็นสาวบ้านป่ายังไม่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเท่าไหร่ แต่อ้อก็ไม่เชื่อ หลังจากนั้นก็มีข้าราชการคนหนึ่งจากอำเภอนำเอกสารมาให้ครูทรงเดช ครูทรงเดชได้รับคำสั่งให้ไปปฏิบัติราชการที่ต่างอำเภอไปต่อสู้กับพวกค้าขาเสพย์ติด 15 วัน พอถึงครบกำหนด 15 วันครูทรงเดชกลับมาที่บ้านของเขาแต่ก็ไม่พบทั้งอ้อ ตาเฒ่าซึ่งเป็นพ่อของอ้อและแมวซึ่งเป็นน้องชายพวกเขาทั้ง สามคนกลับบ้านป่าไปแล้ว แต่ในวันเดียวกันนั้นมีโจรที่มาปล้นที่บ้านครูทรงเดช  ครูทรงเดชตามหาพ่อ ลูกทั้ง 3 คนพบตาเฒ่า และแมว แต่ไม่พบอ้อ เขาภาวนาอย่าให้อ้อเป็นอะไรเขาเป็นห่วงอ้อมาก เขาเดินไปเรื่อยเพื่อหาโจรให้เจอ ทันใดนั้นก็มีผู้ชายคนหนึ่งชื่อดี วิ่งบอกว่าพบร่างหญิงสาวคนหนึ่งถูกยิงนอนที่กลางป่า ทรงเดชรีบวิ่งไปปรากฏว่าเป็นอ้อจริงๆ เขาบอกว่าอ้ออย่าเป็นอะไร เขารักอ้อ และอ้อก็รักเขา ทั้งสองจะแต่งงานกัน แต่อ้อทนความเจ็บปวดไม่ไหว สินลมหายใจในที่สุด ครูทรงเดชประคองร่างนั้นขึ้นมาหอมแก้มหญิงสาวเบาๆ แล้ววางศีรษะลงพื้นเบาๆ น้ำตาลูกผู้ชายซึมออกมาชีวิตหนอชีวิตสงสารอ้อสุดหัวใจ แสนซื่อถูกหลอกออกมา จบชีวิตอย่างไร้ค่า คนไทยเรานี้จะเข่นฆ่ากันไปถึงไหน มันเป็นความผิดของเธอรึที่เกิดมาท่ามกลางป่าเขา ไร้การศึกษา เหมือนถูกทอดทิ้ง เขาหันมามองร่างของเธอ ลมฝนหนาวเย็นกระพือมาเหมือนจะให้ร่างนั้นหลับใหล สงบเย็น ชั่วกาลนาน

การได้สัมผัสกับความตายเหมือนได้ยิงข้าศึก และการที่คนรักตายในอ้อมแขน ทำให้จิตใจของทรงเดชกระด้างเย็นชาต่อความตาย แทนที่เขาจะเศร้าสร้อยเหงาหงอยกับตรงกันข้าม เมื่อเขามาถึงอำเภอ เขาดื่มเหล้าร่าเริงสนุกสนานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขากินเหล้าคุยกันสนุกสนาน แฟนตายทั้งคนทำไมครูทรงเดชไม่มีอาการเศร้าโศกเลย จนอ. ส. หว่าง จันสว่าง ถาม “ครูหายเสียใจแล้วหรือครับแฟนตาย” “โอ๊ย อย่าพูดถึงเลย เราเสียใจแค่ 10 นาที พอแล้วก็มันตายกันทั้งนั้นนี่เกิดมาแล้วต้องตายกันทุกคน” ครูทรงเดชพูดพร้อมกับดื่มเหล้าไปด้วย

ความไม่แน่นอน เป็นสิ่งแน่นอน ไม่ถึงเดือนทรงเดชก็ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่โรงเรียนบ้านหนองซันโพรง ห่างจากอำเภอไป 25 กิโลเมตร ไกลสุดเขตอำเภอชายแดนนั้น ทำให้หมู่ อ.ส. ของเขานั้นขาดนายหมู่ที่ดีไป ส่วนทรงเดชนั้น นึกสงสัยอยู่ว่า การเคลียร์พื้นที่ ต.ช.ด. เข้าค้นในถ้ำได้เอกสารมากมายอาจมีภาพถ่ายและชื่อเขารวมอยู่ด้วยเนื่องจากเหตุการณ์ที่เขาโดนจับในป่าครั้งนั้นแล้วก็เหมาเอาว่าเขาเป็นฝ่ายที่คิดไม่ดีต่อประเทศชาติ แต่ก็ไม่เห็นสอบสวนอะไร อยู่เฉยๆ ก็สั่งย้ายตูมตามขึ้นมา  ระบบราชการก็เป็นแบบนี้บางทีผู้บังคับบัญชาหูเบา แต่สำหรับทรงเดชเขาไม่เคยหวาดหวั่นต่อความยากลำบาก ไม่ยอมรู้จักกับความเศร้าโศก ไม่กลัวตาย หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส แสดงความชื่นชมยินดีกับการย้ายในครั้งนี้ เขาไม่ชอบคำพูดภาษาไทยอยู่ 4 คำได้แก่ พัฒนา, ปริญญา, วิ่งเต้น และเส้นสาย คนอื่นๆ ต่างก็นึกอยู่ในใจว่า “มึงไปซะไปเอาปืนอากาตายแน่ๆ” ครูทรงเดชเก็บเสื้อผ้าไป 2-3 ชุด เขาเป็นคนโสดไม่มีทรัพย์สมบัติอะไร มีหม้อข้าว ที่นอน เสื้อผ้า หนังสือเก่าๆ 7-8 เล่ม แต่ก่อนมาข้าราชการที่ย้ายจะต้องมีการเลี้ยงส่งกันเอิกเกริกแต่สำหรับเขามักทำอะไรตรงกันข้ามกับคนอื่น แต่ครูทรงเดชก็มีเพื่อนที่เป็น อ.ส ด้วยกันมาส่ง

ถึงบ้านหนองวันโพรง ทรงเดชยกมือไหว้ผู้ใหญ่บ้าน “เชิญบนบ้านเถอะครับ” ผู้ใหญ่กล่าว

ป้าเลี้ยงภรรยาใหญ่จัดอาหารการกินตามสภาพชนบท ในหมู่บ้านชันโพรงเดิมทีชาวบ้านกว่า 50 ครอบครัว ทำมาหากินโดยสันติสุข หมู่บ้านชายดง ดินดี ฝนดี ผู้คนรักสงบ ครั้นต่อมามีการปล้นสะดมขึ้น ราษฎรถูกลอบยิง วัวควายถูกไล่ต้อนไป บ้านถูกยิงกราดแล้วเผา โดยการกระทำของฝ่ายโน้น(ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล) โรงเรียนถูกสั่งปิด ครูย้ายหนี ชาวบ้านหลายครอบครัวอพยพออกจากหมู่บ้านไป ต.ช.ด. จึงเข้ามาตั้งแคมป์ใกล้ๆ กับหมู่บ้าน แล้วเปิดโรงเรียนขึ้นใหม่

ทรงเดชเป็นครูคนเดียวที่จะมาช่วย ต.ช.ด. สอนนักเรียน ทรงเดช ชาดา ครูช่วยราชการโรงเรียนบ้านหนองซันโพรง ก้าวเข้าไปในโรงเรียน ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ตัวโรงเรียน อาคารเรียนเล็กๆ มี 3 ห้อง หลังคาสังกะสีเก่าจนสนิมแดง ฝาใช้ไม่ไผ่ลับฟาก ขนาบกั้นไว้ ที่นั่งนักเรียนและที่รองเขียนเป็นม้ายาว ขาฝังดิน รอบๆ บริเวณเต็มไปด้วยหญ้าเจ้าชู้ มีโต๊ะครูเก่าๆที่ลิ้นชักหายไปแล้ว เกาอี้นั้นโยกได้เพราะความเก่าของมัน และไม่ต้องพูดถึงหนังสือหรือตำราเรียน แทบไม่มี ครูทรงเดชต้องแก้ปัญหาทั้งหมดคนเดียว

สายขึ้นนักเรียนเริ่มทยอยกันมา นักเรียนตัวเล็กๆ ผอมๆ หน้าตามอมแมม เสื้อผ้าเก่าๆ ถือหนังสือขาดๆ เด็กๆ มองเขาด้วยความสงสัย บางคนออกไปซุบซิบกันใต้ต้นไม้ ครูทรงเดชเดินไปทักทายกับครู ต.ช.ด. ชื่อ จ.ต.ต.ศักดิ์ จ่าหนุ่มและได้พูดคุยกันถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และแนะนำคุณครูทรงเดชอย่างเป็นทางการกับนักเรียน กับผู้ใหญ่บ้าน ครูทรงเดชรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านมีการฆ่าคนที่บริสุทธิ์ เผาบ้านร้างหนี ขูดรีดเงินทองชอบฮุบที่นาของคนอื่น ทรงเดชรับฟังและคิด   ตริตรองถึงปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด ความรู้สึกแปลกๆ ดี แต่จะเท็จจริงขนาดไหนต้องคอยดูต่อไป

วันต่อมาครูทรงเดชปรึกษากับผู้ใหญ่บ้านเพื่อที่จะช่วยเหลือคนในหมู่บ้านที่ติดหนี้เจ้าหนี้จำนวนมาก ครูทรงเดชหาทางที่จะเอาเงินมาใช้หนี้ให้ชาวบ้าน โดยการพาไปเข้าเป็นสมาชิก สหกรณ์อำเภอ จำนวน 10 คนจะได้เงินมาใช้หนี้ ชาวบ้านบ้านหนองซันโพรงดีใจที่จะมีเงินมาใช้หนี้ ต่อมาไม่นานนักสมาชิกสหกรณ์บ้านหนองซันโพรงก็ได้รับเงินกู้ไปปลดหนี้ เสียดอกถูก ชำระเงินต้นระยะยาว หน้าตาที่เคยคร่ำเครียดเรื่องหนี้สินก็กลับกลายเป็นยิ้มแย้ม ต่อมามีรุ่นที่สองมาขอความช่วยเหลืออีก 15 คนเขาก็ช่วยแบบเดียวกัน ทรงเดชเป็นที่รักใคร่ชอบพอของคนเหล่านั้น ทำให้บ้านผู้ใหญ่กาจต้อนรับแขกแบบไม่เว้นแต่ละวันแม้ที่โรงเรียนเขาก็ไปเยี่ยมพูดคุยด้วยความรักใคร่นับถือ และช่วยเหลือครูทรงเดชพัฒนาโรงเรียนและหมู่บ้านของตนเองให้ดีขึ้น

หมู่บ้านนั้นกลายเป็นสภาพบ้านสันติสุข ผู้คนหน้าตาผ่องไส คบค้าสมาคมกลมเกลียวกันบ้านช่องตรอกซอยสะอาดตา นักเรียนเรียนดีขึ้น เสื้อผ้าสะอาด หนังสือเรียนมีครบ ความกดดันทั้งหลายหายไปโดยไม่รู้ตัว ไม่มีข่าวฆ่ากันจากหนองซันโพรง ความเงียบสงบที่บังเกิดขึ้นทำให้คนในหมู่บ้านใกล้เคียงนึกว่าเป็นหมู่บ้านปลดปล่อย ไปแล้ว ทางอำเภอให้ ร.พ.ช. ตัดถนนเข้าไปในหมู่บ้านซึ่งแต่ก่อนมีเฉพาะทางเกวียน ต่อไปนี้จะได้ถนนลูกรังอัดแน่นถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านดีใจพากันออกมาช่วยเจ้าหน้าที่ ส่งเสบียงบ้างช่วยกันคนละไม้คนละมือไม่ถึง 2 เดือนถนนสายหนองซันโพรงก็เสร็จเรียบร้อย

พ่อเฒ่ากล่อมอายุ 80 ปีเห็นหมู่บ้านพัฒนาไปในทางที่ดีก็เลยมองเห็นว่าหมู่บ้านน่าจะมี  พระสงค์เพื่อให้คนแก่เฒ่าได้เข้าไปฟังธรรมมะ ทำบุญ ตักบาตรตามประสาคนชนบท อยากจะบริจาคที่ดินที่มีอยู่เพื่อเป็นที่สร้างวัด จำนวน 20 ไร่ อยากให้ครูทรงเดชคุยกับชาวบ้านและช่วยกันสร้างวัด ร่วมกันบริจาคตามกำลังศรัทธา ชาวบ้านเห็นด้วยแต่ละบ้านช่วยกันนำอุปกรณ์ก่อสร้างและสิ่งของต่างๆ ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญจนเสร็จภายในเวลา 2 เดือน ทรงเดชเข้าไปอำเภอไปพบท่านเจ้าคณะสงฆ์อำเภอ จากนั้นไม่นานก็มีภิกษุสามเณรในหมู่บ้านทำให้ชาวบ้านมาทำบุญอย่างไม่ขาดสาย ลูกหลานได้บวชเรียน นี่แหล่ะสัญลักษณ์ของชีวิตไทย  พ่อเฒ่ากล่อมปลื้มปิติจนน้ำตาไหล และไม่เสียดายทรัพย์สินเลย กลับภูมิใจที่ทำให้หมู่บ้านสงบสุข ผู้คนอยู่ในศีลธรรม ตั้งใจทำมาหากิน และช่วยเหลือเกื้อกูลกันด้วยความเอื้อเฟื้อ

สมใจเป็นสาวน้อยบ้านหนองซันโพรงอยู่กับแม่ 2 คน แม่ของสมใจอยากจะบวชชีถ้าอายุถึง 50 ปี แต่ก็ยังเป็นห่วงสมใจอยากให้แต่งงานกับคนดีๆ คนในหมู่บ้านอยากให้ครูทรงเดชมีคนมาคอยดูแลบ้าง ชาวบ้านจึงจับคู่ครูทรงเดชกับสมใจไม่นานทั้งสองก็ได้แต่งงานกัน งานแต่งงานของครูทรงเดชจัดกันแบบเรียบง่ายในวันนั้นเขาก็ได้รับเหรียญพิทักษ์เสรีชนทำให้ชาวบ้านต่างก็ชื่นชมครูทรงเดชกันอย่างถ้วนหน้า มีลูกด้วยกัน 1 คน เขาตั้งชื่อลูกสาวว่าอ้อ เป็นชื่อเดียวกันกับแฟนเก่าของเขาความรู้สึกของเขาเหมือนเคยรู้จักกับเด็กคนนี้มานานแล้ว อ้อ สุขภาพดี โตวันโตคืนเป็นขวัญตาขวัญใจให้กับพ่อแม่และคุณยาย  ทรงเดชรู้ตัวอยู่เสมอว่าการที่ได้มาอยู่ที่หนองซันโพรงไม่เป็นการลงโทษ หากเป็นการมาแก้สถานการณ์ ซึ่งบัดนี้อะไรๆ ก็เรียบร้อยแล้ว เขาทำงานมาโดยไม่คิดว่าจะสำเร็จและไม่คิดถึงประโยชน์ตอบแทน ขอแค่ชาวบ้านมีงานทำหาเลี้ยงชีพได้สอนอาชีพให้กับชาวบ้าน การนำสมุนไพรมาทำยาได้ใช้ในครัวเรือนและนำไปขายเพื่อหารายได้พิเศษ และนักเรียนเรียนหนังสืออย่างมีความสุขก็พอใจแล้ว ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ถึงแม้จะมีอันตรายสักเท่าไหร่ ทรงเดช และธาดา ครูแนวหน้าไม่เคยย่อท้อ ถือว่าผืนแผ่นดินนี้กรรมสิทธิ์ของคนไทย ใครจะมายิ่งใหญ่กว่าไม่ได้ เขาคิดว่าถ้าเขาสอนอยู่โรงเรียนนี้ไปนานๆ    สัก 10 ปี 15 ปี ลูกศิษย์ชาวบ้านหนองซันโพรงของเขาจบออกไปโตเป็นหนุ่มสาว ชายแดนด้านนั้นจะเข้มแข็งมากขึ้น แต่เสียอย่างเดียวหลักสูตร ป.6 มันสั้นไปถ้ามีถึง ม.6 ก็จะดี ทรงเดชอยากเสนอให้รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการทราบ และเขาอยากจะเข้าร่วมร่างหลักสูตรด้วย ถ้าเป็นไปได้ ควรจะเน้นการศึกษาและอาชีพให้นักเรียนชายแดน แต่ก่อนมีคนเคยเข้าใจว่าคนเรียนสูงเข้าใจยาก ฉลาดแล้วปกครองยาก เดี๋ยวนี้คนฉลาดถูกกดขี่ให้เป็นทาสยาก ถ้าโรงเรียนชายแดนดีอย่างนี้แผ่นดินรูปขวานจะไม่มีวันบิ่น ลุกขึ้นเถิดเพื่อนครูที่รักไปสู่ครูแนวหน้ากันเถิด

ในด้านราชการ ทรงเดชเอาใจใส่ต่อการสั่งสอนอบรมเด็กประถม 6 ซึ่งเด็กแต่ละคนจบออกไปสามารถช่วยพ่อแม่ประกอบอาชีพได้ เป็นกำลังสำคัญของหมู่บ้าน รู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือทุกคนเป็นคนดี มีความสามัคคี มีความรักและภูมิใจในหมู่บ้าน ชุมชน ของตัวเอง ไม่มีปัญหายาเสพติด และทุกคนตั้งใจทำมาหากิน พัฒนาหมู่บ้าน

เหตุการณ์ด้านต่างๆ ดีหมด ต่อมามีครูสมัครมาสอนที่โรงเรียน 4 คน ต.ช.ด. ก็ขอถอนครูที่มาช่วยทั้งสามจ่า กลับไป ทรงเดชและ ธาดา ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งครูใหญ่ ครูใหม่ทั้ง 4 คนได้แก่ นายเปรียว ราชวัด, นายสนอง เวลุมาต, นายสมบรูณ์ เพียรเพ็ต, และนายประเสริฐ เดชจันทร์ ทั้ง 4 คน เป็นครูที่จบมาใหม่ๆ ยังไม่เคยชินกับสภาพบ้านนอก ทรงเดชต้องช่วยแนะนำให้เข้าใจและบำรุงขวัญและกำลังใจให้ดีจนสามารถปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี การอบรมสั่งสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนั้นแล้วทรงเดชยังแบ่งงานออกเป็นฝ่ายๆ ดังนี้ ให้ครูประเสริฐดูแลเรื่องการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ทรงเดชได้ติดต่อกิ่งหม่อนจากศูนย์อบรมและวิจัยไหมมาขยายพันธ์ปลูกไปในเนื้อที่ 10 ไร่ เมื่อเจริญงอกงามแล้ว ก็หาตัวไหมมาเลี้ยงให้นักเรียนได้เรียนและฝึกฝน และได้ปราชญ์ชาวบ้านมาช่วยสอนระดับคุณตาคุณยายมาสอนลูกหลานและได้ช่วยงานโรงเรียนไปด้วย ผลที่ได้เกิดกับตัวนักเรียนเอง อาชีพทอผ้าไหมก็เกิดขึ้นทำเงินให้หนองซันโพรงปีละมากๆ ครูทรงเดชได้ไปที่ฟาร์มโคนมหมวกเหล็ก ขอพ่อพันธุ์วัวมา 1 ตัว ครูยอด มอบให้ครูสนองเป็นผู้รับผิดชอบ ชาวบ้านนำวัวพื้นเมืองมาผสมกับวัวพันธุ์นม จนเกิดลูกวัวงามๆ เป็นจำนวนมาก แล้วพวกชาวบ้านก็ได้แบ่งวัวนั้นให้กับทางโรงเรียน นักเรียนได้ฝึกการรีดนมวัวและได้นำไปช่วยพ่อแม่ทำงานที่บ้านของตนเกิดเป็นรายได้ให้กับชาวบ้านหนองซันโพรงอีกวิธีหนึ่ง ครูสมบรูณ์รับผิดชอบเรื่องงานของโรงเรียนในเนื้อที่ 12ไร่ จัดให้เป็นสวนป่า บำรุงต้นไม้ให้งอกงามให้ทุกบริเวณดูร่มรื่น ทำให้ผู้คนที่เดินทางผ่านไปมาต่างก็พากับชื่นชมกับความสามารถของครูทรงเดชและคณะ

เมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในเมืองแล้วโรงเรียนบ้านหนองซันโพรงไม่ติดอันดับเลย เป็นโรงเรียนเล็กๆ ครู 6 คน แต่ละคนเอางานเอาการ ปรับปรุงงานทุกวันให้ดีขึ้น  ชาวบ้านดีใจที่มีครูขยัน จากที่เป็นอาคารเรียนเล็กๆก็เริ่มขยายออกเป็นอาคารหลังใหญ่ โดยชาวบ้านมาทำให้ เพราะพวกเขาคิดว่าโรงเรียนนั้นเป็นของพวกเขา ครูก็เป็นของพวกเขา ในระยะเวลา 2 ปีโรงเรียนนั้นเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้ นี่เป็นผลของความสามัคคีของชาวบ้าน และความสามารถของครูที่ทุ่มเทชีวิตจิตใจในการพัฒนานักเรียน และชุมชน

นายอำเภอมาเยี่ยมโรงเรียนบ้านหนองซันโพรง นั่งรถแลนด์โลเวอร์ คณะครูต้อนรับนายอำเภอเป็นอย่างดี นายอำเภอชื่นชมโงเรียนบ้านหนองซันโพรง ยิ้มทักทายทุคนที่โรงเรียน พร้อมกับพูดขึ้นว่า “ทางอำเภอจะจัดสรรงบประมาณให้ เกี่ยวกับรั้ว หรือห้องน้ำ ทางโรงเรียนต้องการอะไรบ้าง” “เรามีพร้อมหมดแล้วครับชาวบ้านเขาเอามาให้ ผมว่าปล่อยให้เขาทำอย่างนี้ดีครับ พวกชาวบ้านมาดูมาเห็นอะไรไม่ดี เขาก็ชวนกันมา 10 คน 20 คนมาช่วยกัน 2-3 วันก็เสร็จ งั้นผมจะไม่เอางบประมาณเลย” ครุทรงเดชกล่าว “บ้านนี้แปลกจัง ผมไปบ้านอื่นมีแต่ขอสารพัดจนไม่รู้ว่าจะเอาอันไหนมาให้ก่อนดี” “บ้านนี้เศรษฐกิจดีครับ นอกจากทำนาแล้ว เขาเลี้ยงไหม เลี้ยงวัวนม อีกหน่อยจะมีนมสดจำหน่าย” ทรงเดชกล่าว “งั้นครูพาผมดูหน่อย” นายอำเภอกล่าว

ทรงเดชพานายอำเภอไปดูห้องเลี้ยงไหม เข้าไปดูสวนป่า เข้าไปดูคอกวัว การเลียงวัวของนักเรียน ดูบ่เลี้ยงปลา นายอำเภอนึกในใจทำโรงเรียนได้อย่างนี้ เป็นสิ่งแวดล้อมที่ดี นักเรียนต้องดีแน่ๆ และทำแบบไม่ต้องใช้งบประมาณด้วย ถ้าจะรอให้เด็กนักเรียนเรียนจบมัธยมแล้วค่อยไปเรียนเกษตร จึงจะได้เห็นสิ่งเหล่านี้มันสายเกินไป เด็กบ้านนี้ยังไม่มีใครเคยไปเรียนเกษตรเลยสักคน สิ่งที่โรงเรียนทำอยู่นี้ถ้ามองดูดีๆ มันเป็นอุตสาหกรรมในวันข้างหน้าได้ ถ้ามีครูหลายวิชา ทรงเดชคงจัดการได้มากกว่านี้  นายอำเภอนึกอยู่ในใจตั้งนาน จึงถามว่า “ผมผ่านมาหลายอำเภอแล้ว ไม่เคยเห็นแบบนี้ ทำไมคุณไม่รายงาน เพื่อขอความดีความชอบ” นายอำเภอถาม “ผมว่ายังไม่ดีพอ” ครูทรงเดชตอบไป” ทีนี้ผมจะพาไปดูตามบ้าน พอถึงในหมู่บ้านชาวบ้านยิ้มต้อนรับและยกมือไหว้ครูทรงเดชกันทั้งนั้น ครูทรงเดชแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักว่านี่คือนายอำเภอ ชาวบ้านมองเฉยไม่สนใจ พวกเขาพูดแต่กับครูทรงเดชของพวกเขาเท่านั้น นายอำเภอเป็นคนแปลกหน้าเกินไปสำหรับชาวบ้าน ทุกบ้านมีเครื่องทอผ้ามีไหมที่ย้อมแล้วตากผึ่งไว้มีบ่น้ำบาดาลใสสะอาด มีห้องน้ำถูกสุขลักษณะ มีพันธุ์วัวผสม และได้พูดคุยกันถึงเรื่องการเป็นอยู่ชองชาวบ้าน นายอำเภอรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก รู้สึกตื่นเต้นและปราบปลื้มใจเป็นที่สุด ในชีวิตนับตั้งแต่เป็นนายอำเภอมาที่ได้มาเห็นหมู่บ้ายมฤตยูกลับกลายมาเป็นแบบนี้ ทรงเดชนะทรงเดช ทำไมถึงเก่งนัก ปรับปรุงได้ดีรอบด้านขนาดนี้โดยไม่ต้องใช่เงินหลวงเลย ชาวบ้านก็รักนับถือหมดทั้งหมู่บ้าน เราเป็นนายอำเภอไม่เห็นมีใครรักเหมือนทรงเดชเลย ครูอย่างนี้อย่าว่าแต่เป็นชั้นตรีเลยเป็นชั้นโท ชั้นเอกก็เหมาะสมแล้ว ครูทรงเดชไม่ขอรับความดีความชอบขออยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนในหมู่บ้านและความสำเร็จของนักเรียนก็พอใจครูทรงเดชไม่ใช่ครูที่สอนหนังสือในโรงเรียนเท่านั้นแต่ยังเป็นครูที่สอนวิชาชีพให้กับชาวบ้านทุคนชาวบ้านจึงเรียกครูทรงเดชว่าครูแนวหน้าของแผ่นดิน

ขอขอบคุณ
บรรพต พยัคฆเดช. ครูแนวหน้า. บุรีรัมย์:บริหารการศึกษา วิทยาลัยครูบุรีรัมย์, 2523.

การฝึกอบรมต่างๆ

link วิทยาศาสตร์

รวม link ที่น่าสนใจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลที่ต้องการทางด้านวิทยาศาสตร์

ดูลิ้งค์ทั้งหมด

link คณิตศาสตร์

รวม link ที่น่าสนใจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อค้นคว้าหาข้อมูลที่ต้องการทางด้านคณิตศาสตร์

ดูลิ้งค์ทั้งหมด
UNESCO Bangkok

ICT in Education newsletter

SEAMEO Congress

Programme with Presentations