"อ่าน-คิด-พัฒนา เพื่อตัวคุณเอง และสังคมที่ดีขึ้นของเรา"
องค์ความรู้
วิถีพอเพียง: ตัวอย่างจริงที่เกิดผล (๑๕)
นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ : ผู้เปิด "ประตู" โลกธรรมชาติให้กับเยาวชน
เรื่องราวจิตอาสา ของผู้ใหญ่ นายแพทย์ท่านหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดจากใครตั้งรางวัลให้คิดโครงการทำประโยชน์เพื่อสังคม แล้วสร้างกิจกรรมขึ้นมาตอบสนอง หรือ เมื่อสิ้นสุดโครงการหรือหมดทุน ก็หยุดตามไปด้วย แต่มีแรงบันดาลใจมาจาก... " เรียนรู้จากหัวใจแม่ " .....
เรียนรู้จากหัวใจแม่
"แรงบันดาลใจคงมาจากคุณแม่ (ม.ร.ว.สมานสนิท สวัสดิวัตน์) ซึ่งเป็นนักอนุรักษ์ คุณแม่ได้ถ่ายทอดมายังลูก โดยจะพาลูกๆ (ดร.สรณรัชฏ์ และนายแพทย์รังสฤษฎ์) เข้าป่าตั้งแต่เด็กๆ เราจะได้รู้จักเห็ด รา แมลง ทำให้เรารู้สึกผูกพัน รู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนเรา"
หมอหม่องเล่าว่ามีครั้งหนึ่งตอนที่เรียนอยู่ปีสอง (คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) ไปเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่เจอกระทิงที่โดนยิงแล้วถูกตัดคอไป มีความรู้สึกว่า จะศึกษาธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้แล้ว
"คนที่มาฆ่ากระทิงไม่ใช่คนที่หิวโซ ไม่ได้เอาเนื้อกระทิงไปกิน แต่เป็นใครก็ไม่รู้ ที่มาฆ่ากระทิงแล้วเอาหัวไปติดฝาบ้าน คอยคุยว่าตัวเองเก่งแค่ไหน โดยที่ไม่รู้เลยว่าจริงๆ แล้วกระทิงเป็นสัตว์ที่อ่อนโยน"
เดินเพื่อดู ดูเพื่อให้
หลังจากเรียนจบ หมอหม่องได้ทำงานที่โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อปี 2533 ที่นั่นเขาได้ค้นพบแนวทางการเผยแพร่กิจกรรมด้านอนุรักษ์ในกลุ่มเยาวชนแบบที่เขาชอบ
แต่การเดินเข้าไปหากลุ่มเยาวชนมีจุดเริ่มต้นผู้ใหญ่ที่เป็นคนไข้
"คนไข้ที่เข้ามา มีจำนวนเยอะมากที่มีความเครียด เพราะว่าเขาปลูกพืชเศรษฐกิจมาก แล้วก็ปั่นราคาตามท้องตลาด แล้วก็เจ๊งกันไม่เป็นท่า สมัยก่อนชาวบ้านไม่อดตาย เขาได้รับดอกเบี้ยที่ได้จากป่า น้ำใสไหลเย็น ฝนตกตามฤดูกาล แต่เดี๋ยวนี้เขาจนกว่าเก่า เขาต้องพึ่งตลาด พึ่งสารเคมี เป็นหนี้เป็นสิ้น ทั้งหมดนี้มันมาจากปัญหาธรรมชาติถูกทำลาย"
หมอหม่องมานั่งคิดว่า การรับรักษาที่ปลายโรคคงไม่ได้การแน่ ควรจะออกมาทำงานกับเด็กๆ ปลูกฝังให้เขาเข้าใจว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่หิวข้าวแล้วออกไปกลางแดดก็อิ่ม มนุษย์สังเคราะห์แสงไม่ได้ แต่ต้องพึ่งสายใยธรรมชาติตลอดเวลา
"ผมพาเด็กๆ ออกค่าย สมัยนั้นกิจกรรมค่ายอนุรักษ์ก็มีไม่มากนัก มีไม่กี่กลุ่มที่มาแลกเปลี่ยนและทำกิจกรรมร่วมกัน เช่น กลุ่มเด็กรักป่า ของครูเข็มทอง โมราษฎร์ ที่จังหวัดสุรินทร์ ต่อมาเริ่มมีกลุ่มนักศึกษาสนใจ ก็ขยายกลุ่มไปเรื่อยๆ"
ความสุขของหมอหม่อง
"บางทีความสุขมันไม่ได้ผ่านเงิน ผมเป็นหมออยู่ด่านซ้าย เดินไปตลาดชาวบ้านเอาน้ำมาให้กิน คนไข้เอาผ้านวมที่ทำจากฝ้ายที่เขาปลูกเองมาให้ เด็กเอาแมลงกว่างผูกเชือกจูงมาให้เป็นของขวัญ...
แค่นี้...ผมว่ามีความสุขที่สุดแล้ว
บทเรียนจากมด กับ พุงปลาช่อน
พุงปลาช่อน (หรือ) โกศพุงปลา (หรือ) เถาพุงปลา (Dischidia major) ลักษณะเป็นพืชอิงอาศัย ซึ่งต่างจากกาฝาก คือ โดยทั่วไปต้นไม้ต้องการแสงแดด แร่ธาตุ น้ำ มันจะต้องสังเคราะห์แสงเอง หาอาหารเอง แต่ในป่าเต็งรังต้นไม้จะมีเรือนยอดทึบมาก ต้นไม้ข้างล่างจะไม่ได้แดด จึงมีต้นไม้หลายชนิดที่หาทางขึ้นไปรับแดดอย่างเถาวัลย์พุงปลาช่อน ใช้วิธีไปเกาะอยู่ข้างบนต้นไม้ แม้มันได้แดดมาก แต่ว่ามันจะไม่ได้แร่ธาตุ และน้ำ เพราะรากไม่เกาะอยู่กับดิน ถ้าเป็นพวกกาฝาก รากมันจะปักลงไปในท่อลำเลียงของต้นไม้ แต่ว่าพวกพืชอิงอาศัยจะขึ้นไปเกาะอยู่เฉยๆ อย่างเฟิร์นหรือกล้วยไม้ จะขึ้นไปเกาะอยู่โดยไม่แย่งอาหารจากต้นไม้ใหญ่ (Host) ดังนั้นมันจึงต้องหาแร่ธาตุ.
พุงปลาช่อนจะใช้การทำตัวเองโป่งๆ เหมือนเป็นถุงเพื่อให้มดเข้าไปทำรัง กลายเป็น "บ้านจัดสรร" ชั้นดี มดก็จะชอบมาก แต่มดเป็นมังสวิรัติ ไม่กินเนื้อ เวลามันไปเอาเศษไม้ ใบไม้ต่างๆ กัน มากิน เศษอาหารที่เหลือก็จะย่อยกลายเป็นปุ๋ยชั้นดี พุงปลาช่อนก็จะได้แร่ธาตุจากเศษอาหารที่เหลืออยู่ จะเห็นว่ารากของมันจะอยู่ข้างในเพื่อดูดซับอาหาร และมดก็ได้ที่อยู่อาศัยอย่างดี มีความสุขทั้งสองฝ่าย.
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ที่ ลิงค์ : นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ : รางวัลลูกโลกสีเขียว


