การแปลงแบบโลเร็นตซ์
ผลลัพธ์ของสามตอนสุดท้ายแสดงให้เห็นว่าความเข้ากันไม่ได้ที่ปรากฏชัดของกฎของการแพร่กระจายของแสงกับหลักการของสัมพัทธภาพ (ตอนที่ 7) ได้โดยวิธีการพิจารณาซึ่งได้ขอยืมสมมติฐานที่ชอบด้วยเหตุผลสองข้อจากกลศาสตร์แบบฉบับ ; สิ่งเหล่านี้คือดังต่อไปนี้ :
(1) ช่วง - เวลา (เวลา) ระหว่างสองเหตุการณ์เป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับสภาพของการเคลื่อนที่ของตัววัตถุอ้างอิง (2) ช่วง - อวกาศ (ระยะทาง) ระหว่างสองจุดของตัววัตถุแข็งเกร็งเป็นอิสระไม่เกี่ยวข้องกับสภาพของการเคลื่อนที่ของตัววัตถุอ้างอิง
ถ้าเราทิ้งสมมติฐานเหล่านี้ ดังนั้นสถานการณ์หนีเสือปะจระเข้ในตอนที่ 7 จะหมดไป เพราะว่าทฤษฏีบทเกี่ยวกับการบวกความเร็วที่ได้ในตอนที่ 6 กลายเป็นไม่ถูกต้อง ความเป็นไปได้ปรากฎขึ้นมาว่า กฎของการแพร่กระจายของแสงในสุญญากาศ อาจจะสอดคล้องกับหลักการของสัมพัทธภาพ และคำถามก็ปรากฎขึ้น : เราจะต้องปรับการพิจารณาในตอนที่ 6 อย่างไร เพื่อที่จะกำจัดความขัดแย้งกันที่ปรากฎชัดระหว่างสองผลลัพธ์พื้นฐานของประสบการณ์นี้? คำถามนี้นำไปสู่คำถามทั่วไป ในการอภิปรายในตอนที่ 6 เราต้องเกี่ยวข้องกับสถานที่และเวลาที่สัมพัทธ์ทั้งกับขบวนรถไฟและกับคันดินที่รองรับทางรถไฟ เราจะต้องหาสถานที่และเวลาของเหตุการณ์หนึ่งเทียบกับขบวนรถไฟ เมื่อเรารู้สถานที่และเวลาของเหตุการณ์นี้เทียบกับคันดินที่รองรับทางรถไฟอย่างไร? มีคำตอบที่มีทางเป็นไปได้ของคำถามนี้ที่มีลักษณะที่ว่า กฎของการส่งผ่านของแสงในสุญญากาศ ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักการของสัมพัทธภาพหรือไม่? พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ : เราจะคิดความสัมพันธ์ระหว่างสถานที่และเวลาของเหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์สัมพัทธ์กับตัววัตถุอ้างอิงทั้งสองขึ้นมา โดยที่ทุกรังสีของแสงมีความเร็วของการส่งผ่าน c สัมพัทธ์กับคันดินที่รองรับทางรถไฟและสัมพัทธ์กับขบวนรถไฟได้หรือไม่? คำถามนี้นำไปสู่คำตอบที่เป็นประโยชน์ที่แน่นอนทีเดียว และนำไปสู่กฎการแปลงที่ชัดเจนแน่นอนอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับขนาดเชิงอวกาศ - เวลาของเหตุการณ์ เมื่อเปลี่ยนจากตัววัตถุอ้างอิงหนึ่งไปเป็นอีกอันหนึ่ง
ก่อนที่เราจะจัดการกับสิ่งนี้ เราจะแนะนำการพิจารณาปลีกย่อยต่อไปนี้ จนถึงขณะนี้เราได้พิจารณา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามแนวคันดินที่รองรับทางรถไฟอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งจะต้องสมมติในเชิงคณิตศาสตร์ว่าเป็นฟังก์ชันของเส้นตรง ด้วยวิธีการที่ได้พูดถึงในตอนที่ 2 เราอาจนึกภาพตัววัตถุอ้างอิงนี้ว่าถูกเสริมทางด้านข้าง และในทิศทางในแนวตั้ง โดยการใช้โครงสร้างของไม้วัด เพื่อว่าจะระบุเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่ใดที่หนึ่งอ้างอิงกับโครงสร้างนี้ได้ ในทำนองเดียวกันเราอาจนึกภาพขบวนรถไฟที่กำลังเดินทางด้วยความเร็ว v ตัดข้ามอวกาศทั้งหมดต่อไป ดังนั้นทุก ๆ เหตุการณ์ ไม่ว่ามันอาจจะไกลแค่ไหนจะถูกระบุเทียบกับโครงสร้างที่สองได้ด้วย โดยไม่ทำความผิดพลาดพื้นฐานใด ๆ เราอาจไม่ใส่ใจข้อเท็จจริงที่ว่า ในความเป็นจริงโครงสร้างเหล่านี้จะรบกวนกันอย่างไม่หยุด เนื่องจากการที่ไม่สามารถจะผ่านทะลุได้ของตัววัตถุของแข็ง ในโครงสร้างเช่นนี้ทุกโครง เรานึกภาพสามพื้นผิวที่ตั้งฉากซึ่งกันและกันที่ถูกขีดเส้นแบ่งเขตและถูกระบุว่าเป็น “ระนาบพิกัด” (“ระบบพิกัด”) ดังนั้นระบบพิกัด K สอดคล้องกับ คันดินที่รองรับทางรถไฟและระบบพิกัด K’ กับขบวนรถไฟ เหตุการณ์ที่ไม่ว่ามันอาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ตาม จะถูกกำหนดในอวกาศเทียบกับ K โดยเส้นตั้งฉากสามเส้น x , y z ที่อยู่บนระนาบพิกัด และในเรื่องของเวลาโดย ค่า - เวลา t สัมพัทธ์กับ K’ เหตุการณ์เดียวกันจะถูกกำหนดเทียบกับอวกาศและเวลา โดยค่าที่สอดคล้องกัน x’ , y’ z’ , t’ ซึ่งแน่ละจะไม่เหมือนกันทุกประการกับ x , y, z , t

รูปที่ 2
มีการนำเสนอโดยละเอียดไปแล้วว่า ขนาดเหล่านี้จะต้องถูกมองว่าเป็นผลของการวัดเชิงฟิสิกส์อย่างไร
มันแน่นอนอยู่แล้วว่า ปัญหาของเราอาจถูกกำหนดอย่างแม่นยำด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ อะไรคือค่า x’ , y’ ,z’ ,t’ ของเหตุการณ์ ๆ หนึ่ง เทียบกับ K’ เมื่อกำหนดขนาด x , y, ,z ,t ของเหตุการณ์เดียวกันเทียบกับ K ให้? จะต้องเลือกความสัมพันธ์แบบที่ทำให้กฎของการส่งผ่านของแสงในสุญญากาศเป็นจริงสำหรับรังสีหนึ่งและรังสีเดียวกันของแสง (และแน่ละสำหรับทุก ๆ รังสี) เทียบกับ K และ K’ สำหรับการวางทิศทางสัมพัทธ์ในอวกาศของระบบพิกัดที่แสดงในแผนภาพ (รูปที่ 2) เราแก้ปัญหานี้โดยใช้สมการ :

ระบบของสมการนี้ เป็นที่รู้จักในนามว่า “การแปลงแบบโลเร็นซ์”1
ถ้าแทนที่กฎของการส่งผ่านของแสงที่เราใช้เป็นพื้นฐานของเราในข้อสมมติโดย ปริยายของกลศาสตร์ที่เก่ากว่าในเรื่องที่เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะที่สัมบูรณ์ ของเวลาและความยาว และแล้วแทนที่จะเป็นสิ่งที่กล่าวไว้ข้างต้น เราควรจะได้สมการดังต่อไปนี้ :

y’ = y
z’ = z
t’ = t
ระบบของสมการนี้มักถูกเรียกว่า “การแปลงแบบกาลิเลอี” เราอาจได้การแปลงแบบกาลิเลอีจากการแปลงแบบโลเร็นตซ์ได้โดยการแทนค่าที่มากมหาศาล สำหรับความเร็วของแสง c ในการแปลงอันหลัง
ได้รับการช่วยเหลือโดยตัวอย่างต่อไปนี้ เราอาจเห็นได้อย่างง่ายดายว่า ตามการแปลงแบบโลเร็นตซ์ เราทำให้กฎของการส่งผ่านของแสงในสุญญากาศเป็นจริง ทั้งสำหรับตัววัตถุอ้างอิง K และสำหรับตัววัตถุอ้างอิง K’ สัญญาณ - แสงถูกส่งไปตามแกนบวก -x และแสง - ตัวกระตุ้นนี้เคลื่อนไปข้างหน้าตามสมการ
x = ct
นั่นคือ ด้วยความเร็ว c ตามสมการต่าง ๆ ของการแปลงแบบโลเร็นตซ์ ความสัมพันธ์ง่าย ๆ ระหว่าง x และ t นี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่าง x’ และ t’ จริง ๆ แล้ว ถ้าเราใช้ค่า ct แทน x ในสมการที่หนึ่งและสมการที่สี่ ของการแปลงแบบโลเร็นตซ์ เราได้ :

ซึ่งโดยการหาร นิพจน์
x’ = ct’
เกิดขึ้นตามมาในทันที ถ้าอ้างอิงกับระบบ K’ การแพร่กระจายของแสงเกิดขึ้นตามสมการนี้ เราจึงเห็นว่า ความเร็วของการส่งผ่านสัมพัทธ์กับตัววัตถุอ้างอิง K’ เท่ากับ c ด้วย เราได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน สำหรับรังสีของแสงที่เคลื่อนไปข้างหน้าในทิศทางอื่นไม่ว่าทิศทางใดก็ตาม แน่ละนี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจ เนื่องจากเราได้สมการต่าง ๆ ของการแปลงแบบโลเร็นตซ์มาอย่างสอดคล้องกับทรรศนะนี้
|
1 ได้ให้การได้มาของการแปลงแบบโลเร็นตซ์อย่างง่าย ๆ ในภาคผนวก 1 |
บทความความหมายสัมพัทธภาพ ที่เขียนโดยแอลเบิร์ต ไอน์สไตน์
ผู้แปล: คุณราชัย ประกอบการ

